เรื่องย่อกึ่งรีวิว บริษัทมหัศจรรย์

Enchanted Inc บริษัทมหัศจรรย์ โดยซานนา ซแวนสัน

เคที่ แชนด์เลอร์ สาวน้อยจากเท็กซัสเป็นคนธรรมดาที่จับพลัดจับผลูได้ไปทำงานที่บริษัทเวทมนตร์ ที่มีชื่อว่า เอ็ม เอส ไอ หรือ  ม ค ม มนตรา คาถา มายา

เธอนั้นเป็นมนุษย์ธรรมดาสุดๆ เพราะในตัวเธอนั้นปราศเวทมนตร์โดยสิ้นเชิง หรือที่เรียกว่า มีภูมิคุ้มกันเวทมนตร์นั่นเอง  ไม่ว่าจะเวทมนตร์คาถาใดๆก็ไม่สามารถส่งผลอะไรกับเธอทั้งนั้น ซึ่งนั่นทำให้เธอพิเศษมาก เพราะคนทั่วไปนั้นจะมีเวทมนตร์ในตัวที่เวทมนตร์คาถานั้นจะสามารถส่งผลได้ ถึงแม้จะใช้เวทเองไม่ได้ก็ตาม ซึ่งภูมิคุ้มกันเวทมนตร์นั้นเป็นอะไรที่หาได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นเธอจึงถูกบริษัทเวทมนตร์ดังกล่าวเรียกตัวไปสัมภาษณ์เพื่อเข้าทำงาน

แต่ดันเป็นช่วงเวลาที่บริษัทนั้นเกิดวิกฤติร้ายแรง เนื่องจากหนึ่งในอดีตพนักงานนั้นออกไปขายเวทย์มนตร์ที่ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่อันตรายเอง จนหัวหน้าใหญ่ของบริษัทต้องตื่นจากการหลับใหลมาแก้ไขวิกฤติ

ซึ่งหน้าที่นี้กลับหล่นปุลงบนหัวเคที่ แชนด์เลอร์ ที่ไร้เวทมนตร์โดยสิ้นเชิงคนนี้เสียแล้ว

เธอผู้แสนธรรมดาๆคนนี้จะรับมือกับพ่อมดร้ายและแก้ไขวิกฤติบริษัทได้หรือไม่

โปรดติดตาม…

729329pwivylpc9n

รีวิว:

พอดีเป็นเรื่องที่เคยอ่านสมัยมัธยมค่ะ เคยไปซื้อที่ Asia Book สนุกมากกกกกกกกก

เป็นแนว Fairy Tale retelling…

พอดีไปเจอมาว่าเค้าเพิ่งกลับมาแต่งเล่ม 8 กับพวกภาคพิเศษเสร็จ เมื่อไม่นานมานี้ เลยนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เลยไปซื้อใน kindle มาอ่านอีกรอบที่เดียวเป็นของขวัญให้ตัวเอง

และพอไปเห็นกิจกรรมอยากให้แพรวแปลอะไร เลยอยากลองส่งเรื่องที่ชอบมากๆไปดูค่ะ

ดังนั้นจึงจะของดลงเรื่องอื่นๆ นอกจากโถวไผที่เหลืออีกไม่กี่ตอนเท่านั้น จนกว่าจะหมดไฟค่ะ 555

 

อาจจะเอาตัวอย่างมาให้อ่าน / ติชม กันนะคะ

 

ฉันไม่ใช่นางเอก 5

บทที่ 5 ช่องทางติดต่อ WeChat

ซ่งหนานชวนเฝ้ามองเธอด้วยมุมปากยกขึ้น

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินตรงมารายงานผู้กำกับว่าซ่งหนานชวนมาถึงแล้ว ผู้กำกับบอกให้ทุกคนพักก่อนตรงไปทางเขา

“ซีอีโอซ่ง วันนี้คุณหาเวลามาเยี่ยมกองถ่ายได้อย่างไรกันครับเนี่ย” การพบหุ้นส่วนใหญ่นั้นผู้กำกับนั้นน้อบน้อมมาก

ซ่งหนานชวนพยักหน้าให้เอ่ย “ผมมาเรียนรู้อะไรเล็กๆน้อยๆน่ะ”

“ซีอีโอซ่ง คุณให้เกียรติพวกเรามากเกินไปแล้ว” ใบหน้าผู้กำกับนั้นย่นยู่จากรอยยิ้ม “ซีอีโอซ่ง เห็นฉากที่พวกเราเพิ่งถ่ายไปหรือเปล่าครับ คุณคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

ซ่งหนานชวนตอบ “ผมไม่ค่อยรู้เรื่องการแสดงเท่าไหร่ เรื่องนั้นผู้กำกับเหลียงคุณย่อมเป็นมืออาชีพ”

ผู้กำกับเหลียงหัวเราะอย่างสุภาพ ก่อนพูดถึงเรื่องการแสดง “ฉากที่เพิ่งถ่ายไปเป็นฉากที่นางเอกพบกับนางแบบชื่อดังซือจิ้ง เทาเทาดูเหมือนว่าจะมีประสบการณ์แสดงมากกว่า แต่เธอกลับโดนเผยอิงกลบจนมิด”

เมื่อได้ยินผู้กำกับพูดถึงเผยอิง ซ่งหนานชวนถาม “ผู้กำกับเหลียง คุณคิดว่าการแสดงของเผยอิงเป็นอย่างไรบ้างครับ”

ผู้กำกับเหลียงคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนเอ่ย “ถ้าพูดถึงทักษะ เผยอิงเก่งกว่าเทาเทา แต่จะว่ายังไงดี ชะตากรรมของเด็กคนนี้นี่มันแย่จริงๆ บทที่เธอเคยได้รับไม่ได้โชว์ทักษะการแสดงและ…” เขาตัดสินใจตัดจบก่อนเปลี่ยนไปเรื่องเทาเทา “เทาเทาสง่างามกว่า ดังนั้นเลยง่ายกว่าที่เธอจะอยู่ในวงการบันเทิง”

ซ่งหนานชวนยิ้ม ไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับ “ความสง่างาม”

ซ่งหนานชวนนั้นเหมือนยืนอยู่กลางแสงไฟ ยืนอยู๋กับผู้กำกับก็ดึงดูดสายตาทีมงานทั้งทีม และมีพนักงานกระซิบกระซาบเรื่องซ่งหนานชวนเงียบๆ เทาเทาทีอยู่ข้างๆเผยอิงรออยู่ชั่วครู่ก่อนลุกขึ้นเดินไปทางซ่งหนานชวน”

“สวัสดีค่ะ ซีอีโอซ่ง ซีนิคสตูดิโอ เทาเทา และนางเอกเรื่อง “แสงสาดส่องบนเสื้อผ้าแห่งสายรุ้ง” ค่ะ” เทาเทายิ้มให้ซ่งหนานชวน ทักทายเขาอย่างงดงาม โดยไม่ทำตัวเย็นชาหรือเป็นมิตรเกินไป

ซ่งหนานชวนยิ้มพยักหน้า “สวัสดี”

ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เทาเทาพูด “ซีอีโอซ่ง คุณมาตรวจงานพวกเราเหรอคะ ฉันกำลังคิดว่าการแสดงของฉันในฐานะนางเอกทำให้คุณพอใจได้ไหม”

ซ่งหนานชวนยิ้มเอ่ย “ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่ผู้กำกับเหลียงน่ะมองคุณดีมาก”

ผู้กำกับเหลียงหัวเราะน้อยๆ เมื่อเทาเทาเดินมาหาแล้ว เขาเลยตัดสินใจเรียกเผยอิงมาด้วย เขาหันไปทางเผยอิงที่กำลังพักก่อนโบกมือเรียก “เสี่ยวเผย เธอควรจะมานี่ด้วยสิ”

เผยอิงนั้นแอบมองเงียบๆอยู่ด้านข้าง แต่เธอก็อดแปลกใจไม่ได้อยู่ดี เธอไม่คิดว่าจะมีส่วนร่วมอะไรได้ในฐานะแขกรับเชิญ

เธอเก็บความคาดหวังและความตื่นเต้นลงไป ก่อนเดินไปทางซ่งหนานชวนด้วยขายาวๆ “สวัสดีค่ะ ซีอีโอซ่ง”

ซ่งหนานชวนยิ้มให้เธอ “สวัสดีคุณเผย พวกเราพบกันอีกแล้ว”

เทาเทาหูผึ่ง ผู้กำกับเองก็สนใจเช่นกัน แต่เขาเข้าใจกฏเกณฑ์เล็กๆน้อยๆพวกนี้ดีพอที่จะไม่ถามอะไรต่อ “ซีอีโอซ่งให้เกียรติพวกเรามาในกองถ่ายวันนี้ ทำงานให้ดีๆล่ะทุกคน”

เผยอิงและเทาเทาตกลง ก่อนดวงตาของผู้กำกับจะเลื่อนไปที่ อวี้ไคเจ๋อที่ยังพักผ่อนอยู่ ในฐานะพระเอกของละครเรื่องนี้ อวี้ไคเจ๋อควรจะเดินมาทักทายซ่งหนานชวน แต่คุณชายน้อยท่านนี้ไม่ยอมขยับแม้จะถูกเชิญ ได้แต่หัวเราะแห้งๆ คุยกันต่อเท่านั้น”

อวี้ไค่เจ๋อนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้เล่นเกมส์บนมือถือ เขาเห็นผู้กำกับ นางเอก และกระทั่งเผยอิ่งห้อมล้อมซ่งหนานชวนอยู่ก็เหลือบมองไม่ได้ สายตาสบกับซ่งหนานชวน เขาแค่นยิ้มแบบไม่พอใจก่อนก้มหัวเล่นเกมส์ต่อ

ซ่งหนานชวนไม่เก็บกริยานี้มาใส่ใจ เขาเคยเห็นอวี้ไค่เจ๋อมาก่อนที่ยูนิเวิร์ส พิคเจอร์ และเขาก็มักจะเป็นเหมือนตอนนี้ ซ่งหนานชวนไม่สนใจนัก

เขายิ้มแบบไม่สนใจ ก่อนหันไปหาผู้กำกับ “ผมมาสถานที่ถ่ายทำครั้งแรก ทุกคนทำงานกันหนักมาก ผมขอเลี้ยงมื้อเย็นทุกท่านคืนนี้เองครับ กรุณาให้เกียรติผมด้วยนะครับ”

“เอ้อ คุณพูดอะไรน่ะ ซีอีโอซ่ง ถ้าคุณเลี้ยงมื้อเย็น ทุกคนคงดีใจมาก” ผู้กำกับเอ่ย เขาหันไป ก่อนปรบมือ เรียกความสนใจของทุกคน “ซีอีโอซ่งจะเลี้ยงมื้อค่ำคืนนี้ รีบจัดการถ่ายให้เสร็จเร็วๆกันเถอะ”

แน่นอนอยู่แล้วว่า เหล่าพนักงานนั้นไชโยโห่ร้อง และปรบมือกันใหญ่

อวี้ไค่เจ๋อเก็บโทรศัพท์ ดึงแว่นกันแดดออกมาสวม เอนหลังพิงเก้าอี้ เอ่ย “คืนนี้ผมไม่ว่าง คงไม่ไปด้วย”

ผู้กำกับนั้นอดอายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอวี้ไค่เจ๋อ หรือ ซ่งหนานชวน  – จะเป็นคนไหนก็ไม่อาจล่วงเกินได้ทั้งนั้น

ในที่สุดซ่งหนานชวนนั้นลดตัวมาหาอวี้ไค่เจ๋อ “ถ้าคุณชายน้อยอวี้ไม่มีเวลา คนอื่นๆน่าจะสะดวกใช่ไหมครับ”

ก่อนยิ้มให้เผยอิง

กวางน้อยในหัวใจเผยอิงนั้นเริ่มประท้วง ก่อนที่หัวใจเธอจะหลุดออกมาจากอกเพราะเต้นแรงเกินไปนั้น เผยอิงก็เปิดปาก “โอเคค่ะ”

ซ่งหนานชวนยิ้มอีกครั้ง รอยตรงตานั้นส่องประกาย

การถ่ายทำเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ซ่งหนานชวนนั้นดูต่ออีกหน่อยก่อนออกไป เขายังมีงานต้องทำอีก ไม่อาจมายืนโต๋เต๋ไปเรื่อยเปื่อยได้

อาจจะเป็นเพราะมีคนเลี้ยงข้าว ประสิทธิภาพในการทำงานทุกคนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่จำนวน NG (No good scenes หรือ ‘เทค’ ฉากที่ใช้ไม่ได้นั่นเอง) ก็ยังลดลง พอเวลาห้าโมงครึ่ง ทุกคนก็ทำงานเสร็จเรียบร้อย เซียวจางนั้นแจ้งผู้กำกับว่าพวกเขาจะไปทานข้าวที่ไหนกัน

พนักงานนั้นยินดีกันอย่างมาก ซีอีโอซ่งสมกับเป็นซีอีโอซ่ง เลี้ยงข้าวทั้งกองถ่าย พวกเขานั้นซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

อวี้ไค่เจ๋อนั้นเป็นคนเดียวที่เชิดใส่

เขาเห็นเผยอิงที่กำลังล้างเครื่องสำอางค์อยู่จึงเดินไปหา “คนสวย นี่เป็นวันแรกของการถ่ายทำของพวกเรา ผมขอเลี้ยงข้าวคุณได้ไหม”

มือเผยอิงนั้นแข็งค้างไปชั่วครู่ ก่อนหันมามอง “ไม่ใช่ว่าคืนนี้ซีอีโอซ่งจะเลี้ยงมื้อเย็นเหรอคะ”

อวี้ไค่เจ๋อพูดแบบไม่พอใจ “ทำไมต้องไปกินกับเขาด้วยล่ะ คนเยอะแบบนั้น เธอจะกินอะไรทัน”

เผยอิงเงยหน้ามองเขา สีหน้าเขาเหมือนเด็กชายตัวน้อยที่ไม่ยอมให้คนอื่นแย่งความสนใจไปจากตัวเอง ทำทุกวิถีทางในการกำจัดคู่แข่ง ไม่ยอมแพ้แม้ชีวิตจะแขวนอยู่บนเส้นด้าย

เผยอิงไม่คิดว่ามันตลก อวี้ไค่เจ๋อนั้นคงถูกครอบครัวปกป้องมาอย่างดี จึงทำตัวเหมือนเด็กๆแบบนี้

“ฉันสัญญากับซีอีโอซ่งไปแล้ว คงไม่ดีถ้าจะทิ้งเขากลางคัน ทำไมพวกเราไม่เลือกวันอื่นไปกับเทาเทาด้วยละคะ” เผยอิงเสนอ

สีหน้าอวี้ไค่เจ๋อนั้นไม่มีความสุขนัก แต่เพราะเผยอิงพูดแบบนั้น เขาจึงไม่อยากตื้อ “งั้นก็ได้”

พูดจบเขาก็สวมแว่นกันแดด หันเดินจากไป

เผยอิงมองเขาเดินจากไป หวังว่าคงไม่ได้ทำให้องค์ชายน้อยแห่งยูนิเวิร์สพิคเจอร์ขุ่นเคือง…

เผยเผย พร้อมหรือยัง เทาเทานั้นเปลี่ยนกลับไปเป็นชุดธรรมดาแล้ว เธอเดินมาเร่งเผยอิง

เผยอิงไม่ใส่ใจเรื่องอวี้ไค่เจ๋ออีก ก่อนรีบเช็ดเครื่องสำอางค์อย่างรวดเร็ว “อีกหนึ่งนาทีก็เรียบร้อยแล้ว”

ซ่งหนานชวนนั้นจองห้องในร้านอาหารไว้สองห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องต่อกันขนาดใหญ่สำหรับทีมงานและนักแสดงทั่วไป ส่วนอีกห้องนั้นเป็นห้อง VIP สำหรับพนักงานครีเอทีฟ

ไม่มีใครใส่ใจว่าต้องกินห้องใหญ่ การที่ไม่ต้องนั่งกับผู้กำกับนั้นหมายความว่าพวกเขาสามารถทานได้อย่างอิสระเสียอีก

เผยอิงนั้นจะไปนั่งกับทุกคนในห้องใหญ่ แต่เทาเทากลับคะยั้นคะยอดึงเธอไปทางห้องวีไอพี “มานั่งกับฉันที่นี่เถอะ”

เผยอิงนั้นอดอึดอัดไม่ได้ “นี่มันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย” เธอที่เป็นนักแสดงรับเชิญแบบนี้ จะมานั่งห้องวีไอพีได้ยังไง

เทาเทาพูด “พวกเรามาจากบริษัทเดียวกันนะ ถ้ามีข่าวออกไปว่าเธอไปนั่งตรงโน้น คนจะคิดว่าฉันรังแกเธอ”

เผยอิงรู้สึกว่ามันก็มีเหตุผลดี ดังนั้นจึงทำหน้าด้าน เดินเข้าห้องวีไอพีไป ซ่งหนานชวนนั้นยังมาไม่ถึง ทุกคนนั้นกำลังคุยกันอยู่ เผยอิงเดินตามหลังเทาเทาที่ถามเบาๆว่า “ฉันได้ยินที่ซีอีโอซ่งพูด พวกเธอสองคนรู้จักกันเหรอ”

เผยอิงพยักหน้า ไม่คิดจะซ่อนอะไร “ตอนที่ฉันไปพบผู้กำกับเหลียงครั้งก่อน ซีอีโอซ่งก็อยู่ด้วยน่ะ”

เทาเทาคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนนึกขึ้นมาได้ “อ้อ เรื่องบทถังเฟยเฟยน่ะเหรอ”

“อืมม์”

เทาเทาพยักหน้าอย่างครุ่นคิด แต่ไม่พูดอะไรอีก

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ซ่งหนานชวนก็มาถึง พนักงานเสิร์ฟเปิดประตูให้เขาที่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม “ต้องขอโทษที่ทำให้ทุกคนรอนะครับ ผมเพิ่งทำธุระเสร็จ”

ผู้กำกับลุกขึ้นยืนทักทายอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกครับไม่ พวกเราเองก็เพิ่งมาถึงกัน”

พนักงานเสิร์ฟนั้นได้รับการยืนยันจากซ่งหนานชวนให้เริ่มเสิร์ฟอาหารได้ก่อนออกไป ซ่งหนานชวนมองไปรอบๆห้อง มีที่นั่งเหลืออยู่ที่เดียว น่าจะสำหรับเขา

ด้านซ้ายมือนั้นเป็นเทาเทา ส่วนด้านขวานั้นคือผู้กำกับ ซ่งหนานชวนไม่พูดอะไรเดินตรงไป เทาเทากับผู้กำกับนั้นคุยเก่ง ดังนั้นจึงทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะดีมาก เผยอิงนั้นนานๆครั้งก็จะพูดสักประโยคสองประโยค แต่ใช้เวลากับการทานอาหารมากกว่า

พอพวกเขาทานใกล้เสร็จ ซ่งหนานชวนก็ถามอย่างสุภาพว่าจะสั่งอะไรเพิ่มไหม หลังจากความเห็นส่วนมากว่าไม่จำเป็นแล้ว เขาก็หันมาถามเผยอิง “คุณเผย มีอะไรที่คุณอยากทานอีกไหมครับ”

เผยอิงส่ายศีรษะซ้ำๆอย่างซาบซึ้งในน้ำใจ “ไม่ค่ะ ฉันอิ่มแล้วค่ะ”

เธอเป็นคนที่ทานแบบจริงจังที่สุดบนโต๊ะแล้ว

ซ่งหนานชวนยิ้ม ส่งบัตรเครดิตให้พนักงานเสิร์ฟ

หลังจากมื้อค่ำจบลง พนักงานก็ค่อยๆทะยอยกลับที่ละสองสามคน เช่นเดียวกันตอนมา ตอนที่มานั้นเทาเทาตัวติดกับเผยอิง แต่ขากลับนั้นเธอตัวติดกับซ่งหนานชวนราวกับติดกาว เผยอิงนั้นเดินออกมาคนเดียว พอเธอเดินผ่านผู้ช่วยผู้กำกับ เธอก็ได้ยินเขากระซิบกับผู้กำกับ “ทำไมผมถึงรู้สึกว่าซีอีโอซ่งจัดการมื้อนี้สำหรับเผยอิงโดยเฉพาะล่ะเนี่ย”

เผยอิง  “…”

ใบหน้าเธอนั้นแดงเรื่อขึ้นมาทันที เพื่อที่จะเลี้ยงข้าวเธอ เขาเลยยกกองมาด้วยงั้นเหรอ จะเป็นไปได้ไง

แต่หัวใจเธอนั้นอดเต้นแรงไม่ได้

ผู้กำกับนั้นถลึงตาใส่เขา บอกว่าไม่ให้พูดจาเพ้อเจ้อ ผู้ช่วยผกก.นั้นเข้าใจอย่างรวดเร็วก่อนเงียบ

ซ่งหนานชวนนั้นเลี้ยงข้าวก็จริง แต่ก็ไม่ได้รับผิดชอบส่งใครกลับ ดังนั้นหลังจากที่ทุกคนออกจากร้าน ก็ทางใครทางมันกลับบ้านตัวเอง เทาเทานั้นมีรถบริษัทรออยู่ แต่เธอเหมือนจะลืมไปแล้ว เธอยืนอยู่ตรงหน้าร้าน คุยกับซ่งหนานชวนไม่หยุด

เผยอิงเอ่ยลาก่อนออกไป ซ่งหนานชวนเห็นเธอเดินไปทางมุมถนนเรียกแท็กซี่

ท้องฟ้านั้นมืดลงและสายลมยามราตรีนั้นเย็นเยียบ เผยอิงกุมเสื้อโค้ท พยายามจะเรียกแท็กซี่

แต่เธอเรียกไม่สำเร็จ ผลคือ… รถมายบัคคันหนึ่งโผล่มา

เธอมองรถมายบัคสีดำที่หยุดลงตรงหน้าแบบอึ้งๆ “ซีอีโอซ่ง”

ซ่งหนานชวนที่นั่งอยู่ในรถช่วยเปิดประตูให้เธอ “เวลานี้ไม่ดีเท่าไหร่ที่จะหาแท็กซี่ ผมจะไปส่งคุณเอง”

เผยอิงลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนเข้าไป

ต้องนั่งรถคันเดียวกับซ่งหนานชวนอีกครั้งแบบนี้ เธอเตือนตัวเองว่าอย่าทำแบบครั้งก่อน ซ่งหนานชวนนั่งอยู่ข้างๆเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่อ่านข่าวแล้ว เธอครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนถาม “แล้วเทาเทาล่ะคะ”

เธอรู้สึกว่าไม่น่าถามเลย ทำไมเธอต้องถามอะไรแบบนั้นด้วยนะ เธอไม่ได้สนใจเรื่องเทาเทาที่ตัวติดกับเขาเสียหน่อย

ซ่งหนานชวนนั้นอดตกใจไม่ได้ ก่อนยิ้มเอ่ย “คุณเทามีรถรออยู่ เธอเลยไม่ต้องให้ผมไปส่ง”

“เอ่อ… ขอโทษด้วยนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” คำถามนั้นทำให้เผยอิงรู้สึกอึดอัดสุดๆ

ซ่งหนานชวนนั้นไม่เก็บมาใส่ใจ เขายิ้ม ยืนยัน “ไม่เป็นไร ผมเองก็ไม่ได้อะไรหรอก”

เผยอิงที่มองเขามาตลอดเวลาเหมือนจะไขว้เขว เธอรู้สึกว่าเวลาที่ซ่งหนานชวนมองเธอนั้นเขามักจะยิ้มอยู่เสมอ

เธอนั่งด้านซ้ายของซ่งหนานชวนจึงเห็นรอยตรงตาซ้ายที่เหมือนกับขนนกที่ร่วงลงมา ทางนั้นที่ ทางนี้ที

หลังจากความเงียบครู่ใหญ่ เธอรวบรวมความกล้าถาม “ซีอีโอซ่งคะ คุณใช้เว่ยซินหรือเปล่า (WeChat)

ซ่งหนานชวนนั้นไม่ทันตั้งตัว ก่อนยิ้ม “อืมม์ คุณอยากแอดผมเหรอ”

เผยอิงนั้นเขินสุดๆ แต่ก็กัดลูกปืนพยักหน้า

ซ่งหนานชวนเปิดแอพเว่ยซินบนแท็บเล็ต เผยอิงสแกน QR โค็ด ก่อนตัวเลขเว่ยซินจะปรากฏขึ้นบนโทรศัพท์ของเธอ

ไอดีนั้นเป็นตัวเลขเรียงกัน เหมือนว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ ส่วน’ชื่อ’ นั้นมีคำเดียว, ชวน

line-maple

อ่อยแล้วเจ้าค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา กรี๊ดดดดดดดดดดด เผยเผยลุยเลย

 

หลงเสียงคุณเข้าเต็มเปา 51

บทที่ 51 – ข้าวมะพร้าว (4)

กิจกรรมในวันถัดมานั้นเรียบง่าย แค่ออกไปตกปลากับดำน้ำตื้น แต่เพราะแสงแดดแผดเผาแรงกล้าจนคุณลืมตาแทบไม่ขึ้นแล้ว คุณก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกทรมานอยู่

กรุ๊ปทัวร์นั้นใช้เรือสองลำ และแค่กลุ่มพวกเขากลุ่มเดียวก็ยึดเรือไว้ทั้งลำแล้ว พวกเขาได้รับเบ็ดง่ายๆจากกัปตัน ตอนแรกพวกเขาคิดว่าจะเหมือนในหนังที่ได้รับเบ็ดตกปลาน้ำลึก และโยนลงไปแบบเท่ห์ๆ หลายสิบเมตร แต่ที่จริงนั้นสิ่งที่พวกเขาได้รับคือ เอ็นตกปลายาวๆที่ถูกพันไว้รอบขวด  ╮(╯▽╰)╭.

ลูกพี่ลูกน้องเธอนั้นคุ้นเคยกับพวกเขาพอที่จะล้อเลียนเล่นตลกไปทั่วได้แบ้ว เขาไม่ใส่ใจว่าเหล่าคนดังที่ได้รับฐานะเทพเจ้าในโลก 2-D นั้นวิเศษอย่างไร ทำกับพวกเขาเหมือนเพื่อนธรรมดา และยังคุยเรื่อง “กระบี่ 3 ออนไลน์” กับพวกเขาอย่างกระตือรือร้นด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน ตงอี้หรูที่ทำตัวตามสบายต่อหน้าไอดอลสุดที่รักอย่างเชียงชิงจื่อและมู่มู่ไม่ได้เลย นั้นมีสีหน้าแบบว่ามีข่าวซุบซิบมากเกินที่จะเธอจะรับได้  …

ทุกคนนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ไม้ด้านข้างเรือ สวมเสื้อชูชีพ เท้าราน้ำ พวกเขากระตุกเอ็นตกปลาอย่างเนือยๆ กู่เซิงกับโถวไผนั้นนั่งอยู่ใกล้ๆพวงมาลัย เธอกำขวดไว้ในมือ และก็รู้สึกว่าสายเบ็ดนั้นกระตุกน้อยๆ “ฉันว่ามีอะไรติดเบ็ดแล้วล่ะ”

“เธอรู้สึกอะไรไหม” เขามองเอ็นตกปลาในมือเธอ มีอะไรดึงอยู่จริงๆ

“อืมหืมม์”

เสี้ยววินาทีนั้นใบหน้าเธอก็แดงระเรื่อ

บ่ายนั้นเขาก็ถามเธอแบบเดียวกัน  T.T. ทำไมเธอต้องคิดถึงเรื่องนั้นด้วยนะ…

โม่ชิงเฉิงไม่สังเกตุอะไร ยื่นมือมาช่วยเธอ เขาดึงก่อนปล่อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอมองใบหน้าด้านข้างของเขา และดวงตาคู่นั้นที่ชี้ขึ้นเล็กน้อย… แค่เสี้ยววินาทีที่เธอไม่ได้สนใจ ลมก็พัดหมวกฟางของเธอปลิวไป เธอรีบคว้าไว้แต่พลาด เซไปจนเกือบตกทะเลแต่โชคดีที่เขาคว้าเสื้อชูชีพเธอไว้ได้ด้วยมือเดียว เมื่อเธอเห็นหมวกปลิวตกทะเลไปนั้นเธอก็พึ่งรู้ว่าเมื่อกี้อันตรายแค่ไหน

นอกจากปลาจะหนีไปแล้วนั้น เอ็นตกปลานั้นก็พันรอบน่องของเธอจนยุ่งเหยิงอีกด้วย T.T …

กู่เซิงดึงขาขึ้นจากน้ำ ยืนขึ้นก่อนเริ่มแกะสายเบ็ด เอ็นบางๆนั้นพันกันยุ่งรอบขาเธอ บางจุดก็ยังมีปมอีกอด้วย แถมแสงแดดยังร้อนจนตาแทบบอด เธอโชคร้ายสุดๆไปเลย…

“อย่าดึงสิ ฉันจะช่วยแกะ” เขาพูดขณะที่มือก็เอื้อมมา เขาเพิ่งแกะได้แป็ปเดียวก็อดขำ “ทำไมฉันถึงแกะโน้นแกะนี่ให้เธอตลอดเลยนะ ตอนแรกก็ผมเธอ ครั้งที่สองก็ผมเธอ ครั้งนี้ดีหน่อย เปลี่ยนเป็นเอ็นตกปลาแทน”

……

ทำไมหน้าเธอร้อนจี๋แบบนี้ล่ะ …

กู่เซิง เธอคิดอะไรอยู่น่ะ ทำไมสมองเธอถึงคิดแต่ภาพที่เหมาะสมกับผู้ใหญ่เท่านั้นล่ะ T.T …

“กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ” เสียงเขาทุ้มต่ำ มีแววล้อๆในท้ายประโยคคำถาม

“ไม่มีอะไร…” เธอดึงขากลับแบบอึดอัด อยากหนีจากสัมผัสของนิ้วเขา

เขารู้หมดแล้วว่าฉันคิดอะไร… น่าอายชะมัด…

“คนบนเรือตกหมวกเธอมาให้น่ะ เซิงเซิง” โม่ไป๋ที่มือถือหมวกฟางเปียกๆ โผล่หน้ามาจากเคบิน พอดีกับที่เห็นโถวไผจับน่องเธออยู่ เขาหัวเราะก๊าก “พวกนายสองคนทำอะไรกันระวังหน่อยล่ะกัน ทำอะไรรุนแรงเกินไปเดี๋ยวจะตกทะเลไปไม่รู้ด้วย…”

……

หลังจากคำประกาศก้องของโม่ไป๋ ทุกคนก็หน้าบูด

พวกเรากำลังแอบดูกันเงียบๆอยู่นะไม่รู้เหรอไง?

นายไปทำให้พวกเขากลัวแบบนี้ พวกเราก็จะอดดูอย่างอื่นน่ะสิ…

มู่มู่ที่เมาเรือจนอยากกระโดดน้ำตาย บ่นพึมพำเบาๆ “ใครบางคนเมาเรือจนจะตายอยู่แล้ว ส่วนใครบางคนอยู่ท้ายเรือสวีทหวีวี่จนน่าอิจฉา พวกเราต่างก็มีอาชีพที่ต้องช่วยเหลือคน แต่ทำไมถึงแตกต่างกันแบบนี้ สวรรค์ช่างไร้ความยุติธรรม…”

มีแต่ไกด์ทัวร์ที่ยืนอยู่หัวเรือ ถอดแว่นกันแดด โบกมือปัดเป่า “ทำไมพวกคุณถึงชอบไปมองสามีภรรยาคู่นั้นกันจัง มีเรื่องใหญ่อะไรเหรอไง พวกเราตกปลามาครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่มีใครตกอะไรได้เลยนะ แย่ชะมัด นี่เป็นสถิติที่แย่ที่สุดตั้งแต่ผมนำทัวร์มาเลยนะ”

พอไกด์ทัวร์พูดจบ เขาก็ได้รับสายตาทิ่มแทงราวกับกริชจากตงยี่หรู

เรื่องใหญ่อะไรน่ะเหรอ

เรื่องใหญ่น่ะสิ รู้ไหม อย่ามารบกวนแฟนคลับเดนตายคนนี้มองดูไอดอลที่รักมุ้งมิ้งจู๋จี๋กับแฟนสิ

เหงื่อเริ่มผุดมาบนหลังของไกด์ทัวร์ก่อนกลับไปคะยั้นคะยอให้ทุกคนตกปลาต่อ

ท้ายที่สุด เอ็นตกปลาก็ถูกแกะจนหมด

กัปตันเอาหมวกกู่เซิงไปตากให้แห้งบนหลังคาเคบิน โถวไผก็ทำเสียงชู่ว ก่อนยัดขวดพลาสติกที่เขาถืออยู่ใส่มือกู่เซิง เธอยังไม่ทันมีปฏิกิริยาอะไร ตอนที่เขาดึงปลาสีสดใสติดเบ็ดขึ้นมา ภายใต้แสงแดด หางมันแกว่งไม่หยุดและหยดน้ำบนนั้นทอประกาย

“อ๊ะ ได้ตัวหนึ่งแล้ว!” เธอร้องอย่างดีใจ

“ใคร ใครจับได้แล้วล่ะ” ไกด์ทัวร์ดึงกล้องออกมาอย่างตื่นเต้น เร่งมาที่พวงมาลัย เอ่ยกับกู่เซิงทันที “มาๆ โพสท่าหน่อย ผมอยากถ่ายรูปสาวสวยที่จับปลาตัวแรกได้”

กู่เซิงถือปลาอยู่ ถูกประกาศว่าเป็นคนแรกที่จับปลาได้ก่อนที่จะสามารถอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้

โถวไผยิ้มน้อยๆ ไม่สนใจว่าใครจะเป็นที่หนึ่ง

สวรรค์อาจจะยิ่งใหญ่ โลกอาจจะยิ่งใหญ่ แต่การที่ทำให้ภรรยามีความสุขนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุด

ทุกคนนั้นใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมง แต่สุดท้ายคนที่อยู่ท้ายเรือกลับได้ตัวแรกไป เหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แสนประสบความสำเร็จ ภายสิบนาที ปลาหลากหลายสายพันธุ์นั้นก็ถูกดึงขึ้นมา โยนใส่ถังในเคบินไม่หยุด ไม่นานนักก็มีปลาประมาณหนึ่งโหลในนั้น โม่ไป๋ใช้เวลาถ่ายรูปถังอย่างตื่นเต้น และปล่อยปลาทั้งหมดไปแบบลังเลก่อนที่จะดึงสมอเดินทางกลับ

เพราะว่าไม่มีหมวกฟางใบหน้ากู่เซิงเลยโดนแดดเผาแบบเห็นได้ชัด

พอเธอกลับห้องโรงแรม เธอจ้องใบหน้าแดงๆในกระจกแบบเศร้าๆ เธอไม่ได้หน้าแดงเพราะโดนยั่วยวนแต่เพราะโดนแดดเผาจนไม่หายไปง่ายๆ

เธอคิดซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งก่อนตัดสินใจไม่ออกไปเล่นต่อ

เธอต้องการพักสักครึ่งวัน อืมหืมม์

เกิงเสี่ยวซินออกไปหาของอร่อยกินกับเจ๋อเม่ยซายี่ที่ไหนก็ไม่รู้ ขณะที่รอโถวไผล้างตัว กู่เซิงนั้นอยู่ในห้องตัวเอง ในมือชูโทรศัพท์ขึ้น พยายามจะท่องเน็ตแบบเบื่อๆ แต่กลับไม่มีสัญญาณ ดังนั้นจึงคว้าบัตร ปิดประตู ไปนั่งโซฟาตรงที่นั่งสาธารณะชั้นสี่ที่มีสัญญาณในที่สุด

มีชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งอยู่โซฟา ในมือถือโทรศัพท์พยายามหาสัญญาณไวไฟเหมือนกับเธอเช่นกัน

พอเธอเปิดเว่ยป๋อที่ไม่ได้เปิดมานาน โพสแรกที่เด้งขึ้นมาคือของโม่ไป๋: การตกปลาในทะเล ภรรยาของใครบางคนจับตัวแรกได้ เป็นการเริ่มต้นที่โชคดี การเริ่มต้นที่แสนโชคดีสำหรับทุกคน แค่แป็ปเดียวก็จับได้เป็นโหล ฮ่าฮ่า

รูปประกอบนั้น แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นรูปปลาที่เขาถ่ายก่อนหน้านี้

วิธีเขียนแบบนี้มันคลุมเครือสุดๆ

แต่เพราะว่าคลุมเครือแบบนี้ เดาได้ง่ายๆเลยว่าคนคนนั้นคือใครน่ะ……

และเรื่องที่แย่ที่สุดคือ… คนที่แอบมามุงพวกเขาก่อนหน้านี้กลับมา “ไลค์” โพสนั้นกันหมด แค่เห็น “ไลค์” จากเหล่าเพื่อนๆโถวไผ แม้แต่คนโง่ก็ยังรู้ว่า “ใครบางคน” น่ะคือใครกันแน่ …

เชียงชิงจื่อก็ยังเป็นเชียงชิงจื่ออยู่ดีนั่นแหละ

ถึงแม้จะไม่อยู่ในยุทธภพ[1] อีกแล้ว แต่ยุทธภพนั้นก็ยังมีตำนาน

ไม่ได้เป็นนักแสดงเสียงแล้วไงล่ะ ไม่ส่งผลอะไรต่อความรักของแฟนคลับที่มีให้เขาสักนิด… แค่ข่าวเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ก็ทำให้ทุกคนพอใจมากแล้ว… ผลคือนอกจากแฟนๆของโม่ไป๋แล้ว แฟนๆของโถวไผก็โผล่มาในเว่ยป๋อก็ทิ้งความเห็นไว้อย่างกระตือรือร้น:

“ขอรูปหลังของใครบางคนหน่อยค่ะ!”

“โม่ไป๋ต้าต้า ได้โปรดโพสเรื่องใครคนนั้นเพิ่มอีกนะคะ %>_<%”

“ต้าต้า ได้โปรด ขอข้อมูลว่าใครคนนั้นทำอะไรอยู่ตอนนี้ด้วยค่ะ”

“คนเก่าๆที่ช่างคลุมเครือ หัวโบราณสุดๆ…… โถวไผต้าเหรินของพวกเราไม่ได้แต่งงานแบบสายฟ้าแลบ[2] ใช่ไหมคะ ต้าต้า ขอร้องเถอะช่วยตอบที!!!!”

……

แต่งงานแบบสายฟ้าแลบ…

ฮันนีมูน…

เธอลูบแก้มตัวเอง ออกจะช้ำหน่อยๆ เธอคิดว่าอารมณ์เธออาจจะปั่นป่วนเกินไป …

เธออดเสียใจเรื่องใบหน้าที่โดนแดดเผา และถอนใจเรื่องปฏิกิริยาในเว่ยป๋อของโม่ไป๋ไม่ได้ตอนที่มีใครก้มตัวมาหาเธอ โม่ชิงเฉิงที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ผมยังเปียกด้วยหยดน้ำ นั่งลงตรงข้ามเธอถาม “เธอจะไปงีบตอนบ่ายไหม”

“งีบตอนบ่าย? คุณไม่ได้อยากไปทานข้าวก่อนเหรอคะ” เธอกุมมือถือ ตามตรรกะเขาไม่ทัน

วินาทีถัดมา โถวไผก็อุ้มเธอขึ้นในวงแขน ต่อหน้าต่อหน้าคู่ชายหญิงที่พยายามหาสัญญาณไวไฟ เขาก็อุ้มเธอกลับเข้าห้องไปแบบโต้งๆ

ชายหญิงคู่นั้นเลิกคิ้วขึ้น การอาบแดดแบบเปลือยท่อนบก บิกินี่ และฉากพลอดรักทั้งกลางแสงแดด และแสงจันทร์นั้นเป็นเรื่องที่หาได้ทั่วไป เรื่องนี้เทียบกันแล้วก็ไม่มีอะไรสักนิด แต่พวกเขาก็อดชื่นชมรสนิยมของเด็กสาวที่ถูกอุ้มออกไปไม่ได้

……

กลิ่นสบู่อาบน้ำที่ลอยออกมาจากห้องน้ำนั้นยังกรุ่นอยู่ในห้อง

ร่างของเขาเองก็มีกลิ่นนมๆเบาๆนั้นด้วย เธอพึมพำความเห็นว่าเธอหิวก่อนที่ทั้งประโยค พร้อมทั้งลิ้นเธอนั้นจะ “ถูกกิน” ลงไปในปากเขา หยดน้ำหล่นจากปลายผมเขาลงบนตัวเธอและผ้าปูเตียง ความรู้สึกที่เปียกปอน แต่ไม่ได้อึดอัด อันที่จริงออกจะใกล้ชิดหน่อยๆด้วยซ้ำ ม่านนั้นถูกปิดไว้ มีแค่ร่องเล็กๆที่ปล่อยให้แสงแดดตกลงกระทบลงบนเตียง

“เธออยากจะกินอะไร” เขา “กิน” เธอต่อ และระหว่างที่ทำนั้น ก็แสดงความเป็นห่วงคนหิวที่กำลังถูกกินอยู่ด้วย

“อาหารทะเล บาบีคิว?”

“ไอเดียดีนี่” เขางับไหปลาร้าเธอเบาๆ พึมพำ “บาบีคิวที่นี่ไม่เลว”

“อืมม์…”

……

……

เธอสวมหมวกฟางใบใหม่นั่งตรงข้ามในร้านอาหารทะเลบาบีคิวที่เปิดโล่ง ถือส้อมไว้ในมือโจมตีและกวาดล้างเนื้อบาบีคิวตรงหน้า เหมือนกับที่เขา “กิน” เธอเมื่อไม่นานนัก ก่อนที่จะอดดึงกระโปรงหรือคอเสื้อบ่อยๆไม่ได้ กลัวว่าจะเปิดเผยอะไรสักอย่าง…

เรื่องทรมานชัดๆ เกาะร้อนๆแบบนี้ แต่ดันต้องปิดโน้นปิดนี่เนี่ย

การที่เขา “ยั้งตัวเองไว้” เนี่ยมันแค่ขั้นสุดท้ายชัดๆ…… แต่อื่นๆเนี่ยเขาไม่อ่อนข้อให้ “กิน”เสียเกลี้ยงแบบนี้…

ทำไมถึงมีกลยุทธ์และวิธีตั้งเยอะตั้งแยะแบบนี้กันนะ…

บอกตรงๆ เขินจนไม่อยากคุยเรื่องนี้แล้วอ่ะ…

note-line-pink

[1]江湖. เจียงหู แผ่นดินที่มีแม่น้ำและทะเลสาบ หรือมักจะเรียกว่า “ยุทธภพ” ค่ะ แต่สามารถใช้กับโลกอื่นๆนอกจากโลกแห่งความจริงได้หมด ไม่ว่าจะเป็น โลกแห่งมาเฟีย หรือ โลกยุคโบราณ ไม่จำเป็นต้องเป็นยุทธภพเสมอไป ในกรณีนี้ คือโลกออนไลน์ค่ะ

[2] 闪婚. การแต่งงานสายฟ้าแลบ ไม่ต้องอธิบายมากมั้ง ก็แต่งกันโดยที่รู้จักกันไม่นาน ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลอะไรก็ตามค่ะ

note-line-pink

มดขึ้นเจ้าค่าาาาาาาาาาาาาาา หวานแหววมากมาย

 

ฉันไม่ใช่นางเอก 4

ตอนที่ 4 นักแสดงรับเชิญ

หลังจากพลาดบทถังเฟยเฟย หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปโดยที่เผยอิงไม่มีงานอะไรเลย วันนั้นที่เธออยู่ที่สตูดิโอของเหรินซานซานเพื่อไปถ่ายรูปสำหรับเสื้อผ้าใหม่ พวกเขาสั่งพิซซ่ามาแทะกันริมหน้าต่าง

“อืมม…” เผยอิงกัดพิซซ่า ดึงชีสยืดๆเป็นสายยาว “ฉันกินพิซซ่าแบบขอบมีไส้ได้เป็นร้อยปีไม่เบื่อเลย”

เหรินซานซานเหลือบมองเธอ ก่อนหยิบโคล่า “เธอไม่มีงานใหม่มาเป็นปีแล้วแต่ยังดูสบายๆแบบนี้ ฉันเชื่อเธอนะ”

เผยอิงยักไหล่ ไม่เก็บมาใส่ใจ “ถึงฉันจะรู้สึกแย่เรื่องงานแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีงานใหม่ๆโผล่มานี่”

“เธอน่ะกลับไปทบทวนจริงจังหน่อยได้ไหมเนี่ย” เหรินซานซานดูเหมือนจะโมโหเพื่อนสาวหน่อยๆ “ลืมเรื่องซีอีโอจู้ไปเถอะ แต่เธอยอมปล่อยผู้ชายคุณภาพแบบซ่งหนานชวนไปได้ไงน่ะ เธอนี่มันไม่ต่างอะไรกับปลาเค็มเลยสักนิด”

เผยอิง, “…”

เธอเองก็มีความฝัน

“หือ…” เหรินซานซานถอนหายใจแบบเว่อร์ๆ “ฤดูใบไม้ผลิแล้ว แม้แต่แมวบนถนนยังมีคู่เลย แต่เธอกลับโสดสนิท”

“…เธอพูดแบบเหมือนเธอมีงั้นแหละ”

“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันมีคู่เดทนะ”

เผยอิงทำปากยู่ เดทงั้นเหรอ นัดคู่นอนคืนเดียวมากกว่า

ขณะที่เธอแอบจิกเงียบๆนั้น มือถือบนโต๊ะก็สั่น เหรินซานซานชินกับริงโทนที่ไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นหมื่นปีนี้แล้ว

คนโทรมาคือเฉินเซิง เผยอิงเช็ดมือก่อนรีบรับสาย “จีเอ็มเฉิน สวัสดีค่ะ”

“เสี่ยวเผย เธอไม่มีงานอะไรตอนนี้ใช่ไหม”

“ไม่ค่ะ ฉันกำลังถามคุณเรื่องนี้เลย”

“ดีเลย เธอยินดีรับบทรับเชิญในละครของเทาเทา “แสงสาดส่องบนเสื้อผ้าแห่งสายรุ้ง” (LSRR) ไหม

“อ่ะ บทอะไรคะ”

“นางแบบน่ะ” เฉินเซิงขยายความ “นางแบบชั้นนำระดับโลก แค่สองตอน”

“ตกลงค่ะ ฉันจะทำ” ถึงยังไงเธอก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นอยู่แล้ว และเธอก็เคยดู LSRR ด้วย เรตติ้งเรื่องนี้ดีทีเดียว

“งั้นมาที่ออฟฟิศตอนนี้เลย”

“ค่ะ” เผยอิงวางสาย ยิ้มให้เหรินซานซาน “เห็นไหม งานมาหาฉันแล้ว ผู้หญิงที่ชอบยิ้มน่ะจะไม่โชคร้ายนักหรอก”

เหรินซานซาน  “…”

โดนกัดไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ เธอเกือบคายพิซซ่าออกมา

เผยอิงจัดการทำความสะอาดก่อนมุ่งหน้าไปหาเฉินเซิง พอเธอไปถึง เขากำลังติดสายอยู่ เขาโบกมือให้เผยอิงเข้ามา ทำท่าให้เธอนั่งลง

เผยอิงนั่งลงตรงข้ามเขา เฉินเซิงวางสายขณะที่ส่งสคริปเรื่อง LSRR ให้ “ฉันพูดกับทีมโปรดักชั่นเรื่องนี้แล้ว พวกเขาจะถ่ายบทของเธอพรุ่งนี้ รีบทำความคุ้นเคยกับสคริปล่ะ”

“อืมม์ ตกลงค่ะ” ก็แค่บทรับเชิญ บทพูดมีแค่ไม่กี่บรรทัด ดังนั้นเผยอิงจึงค่อนข้างมั่นใจ

เฉินเซิงส่งอีเมลล์ให้เธออีกฉบับก่อนพูด “ตอนนี้เรตติ้งละครเรื่องนี้ดีมากเลย ถึงจะเป็นแค่บทรับเชิญ แต่ได้โอกาสโผล่หน้ามาในเรื่องที่ดังอยู่แบบนี้ก็ดีมากแล้ว”

“อืมม์ ฉันทราบค่ะ” เผยอิงพลิกสคริป

LSRR เป็นละครสมัยใหม่เกี่ยวกับแฟชั่นที่น่าสนใจ นางเอกนั้นเพิ่งมาถึงเมืองใหญ่ ทำงานหนักในฐานะนักออกแบบเสื้อผ้า เผยอิงโผล่มาในตอนท้ายๆของเรื่อง โดยนางเอกนั้นเริ่มมีชื่อเสียงในวงการออกแบบ แต่พอเจอตัวละครที่เผยอิงเล่น นางแบบชั้นนำระดับนานาชาติ เธอก็กลัวสุดๆ เหมือนกำลังเดินบนน้ำแข็งบางๆ

เผยอิงอ่านดู ตัวละครของเธอนั้นหยิ่งและทำงานด้วยยากสุดๆ แต่พอพิจารณาดูนั้น เธอมีความอบอุ่นซ่อนอยู่

“สองตอนที่เธอจะถ่ายนั้นจะออกอากาศอาทิตย์ถัดไปจากอาทิตย์หน้า”

เพราะ LSRR นั้นเป็นเรื่องที่ถ่ายทำไปด้วยออกอากาศไปด้วย เฉินเซิงจึงบอกข้อนี้กับเผยอิง

เผยอิงพยักหน้า “ตกลงค่ะ พรุ่งนี้ฉันไปที่สถานที่ถ่ายทำตรงเวลา”

“ฉันได้ยินผู้กำกับบอกว่ามีเดินแบบบนรันเวย์ด้วย เธอเคยเรียนมาหน่อย อย่าลืมซ้อมให้คุ้นเคยล่ะ”

“ค่ะ”

หลังจากพูดกับเฉินเซิงจบ เธอก็ไม่ได้โอ้เอ้ ตรงกลับบ้าน ถึงตัวละครนี้จะไม่ได้โผล่มาบนหน้าจอนานมาก แต่ลักษณะนิสัยนั้นค่อนข้างยุ่งยาก เมื่อเทียบกับบทร้ายออกนอกหน้าที่เธอเคยเล่นแล้ว บทนี้ท้าทายกว่ามาก

เผยอิงศึกษาสคริปถึงห้าทุ่มก่อนจะตรงไปอาบน้ำ เช้าวันถัดมานาฬิกาก็ปลุก เผยอิงจ้องแบบมึนๆอยู่หนึ่งนาทีก่อนกระโดดออกจากเตียง

เธอไม่ได้ตื่นเช้าแบบนี้นานมากจนลืมความรู้สึกแบบนี้ไปแล้ว

เพราะว่าเธอไม่มีผู้ช่วย และบริษัทก็ไม่ได้ส่งรถมารับ เผยอิงเลยต้องนั่งแท็กซี่ไปสถานที่ถ่ายทำ ถึงจะยังเช้าแต่ทีมงานนั้นก็เริ่มเตรียมงานแล้วก็ตั้งกล้องหลายตัวบนฉากแล้ว

พอเห็นฉากตรงหน้า คนขับรถก็พูดกับเผยอิงอย่างตื่นเต้น “คนสวย คุณเป็นดารานี่เอง ผมขอลายเซ็นต์หน่อยได้ไหม”

เผยอิงเขินนิดๆ เธอเดบิวท์มาหลายปีแล้ว ไม่มีคนขอลายเซ็นต์มากเท่าไร “ที่จริงฉันแค่มารับเชิญเท่านั้นเองค่ะ”

“แล้วไง ดาราดังๆหลายคนก็เริ่มด้วยบทรับเชิญกันทั้งนั้น คุณสวยขนาดนี้ อนาคตคุณต้องดังแน่ๆ”

“งั้นต้องขอบคุณคำพูดของคุณเลย”  เผยอิงอดยิ้มไม่ได้

คนขับรถนั้นทำให้เธอยิ้มจนหน้าแดงไปหมด เขารื้อหาสมุดไปทั่ว แต่ก็ไม่เจอ เลยส่งเสื้อผ้าให้ชิ้นหนึ่ง “เซ็นต์ตรงนี้ได้เลยครับ พอคุณดัง ผมจะได้เอาไปอวด”

 

เผยอิงคิดว่าเธอต้องตั้งใจทำงานจนดัง เพื่อคนขับจะได้เอาไปอวดได้จริงๆ

ด้วยปากกาในมือ เธอเซ็นต์ชื่อ “เผยอิง” ลงไปบนเสื้ออย่างปราณีต เธอเคยซ้อมเซ็นต์ชื่อมานาน แต่แทบไม่มีโอกาสได้ใช้

เธอเซ็นชื่อเสร็จก็ยิ้มให้คนขับ “เรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ”

หลังจากเธอก้าวไปสองสามก้าว คนขับรถก็ยื่นหัวออกมาจากหน้าต่าง ร้องเรียกเธอ “คุณทำได้! สู้ๆ! คุณจะดังแน่ๆ!

เผยอิงยิ้ม โบกมือให้เขา คนขับคนนี้กระตือรือร้นจริงๆ

พอเธอมาถึงสถานที่ถ่ายทำ เธอก็ไปทักทายผู้กำกับก่อน ก่อนฟังเขาพูดเรื่องการถ่ายทำเล็กน้อย

ฉากแรกที่จะฉ่ายคือการปรากฏตัวของเธอในฐานะนางแบบชั้นนำเพื่อถ่ายแบบสำหรับนิตยสาร  ซึ่งเป็นช่วงที่เธอถูกแนะนำกับนางเอก

หลังจากเผยอิงกับผู้กำกับทวนฉากเรียบร้อย เธอก็ตรงไปแต่งหน้า ในฐานะนางแบบชั้นนำ เธอต้องใช้เครื่องสำอางค์เยอะมาก พอแต่งหน้าเสร็จเธอก็มองกระจก เธอเหมือนนางแบบจริงๆแหละ

“ลักษณะรูปหน้าคุณเป็นสามมิติมากเลยค่ะ คุณไม่ได้มีเชื้อชาติอื่นจริงๆน่ะเหรอคะ” ช่างแต่งหน้าถามขณะที่กำลังเก็บอุปกรณ์”

“ฉันไม่มีค่ะ” เผยอิงยืนขึ้นมองกระจก จัดแต่งทรงผมเล็กน้อย ตอนที่เธอกำลังสวมส้นสูงที่สไตลิสท์ทิ้งไว้ให้ เทาเทาก็มาถึง

เพราะว่าทั้งคู่มาจากบริษัทเดียวกัน ทั้งคู่ก็ทักทายกันและกัน เทาเทาทำตัวอบอุ่นมาก ไม่ได้ทำตัวเหมือนไม่รู้จักเผยอิงเพราะว่าเธอไม่ดัง หลังจากคุยกันสองสามนาที เทาเทาก็โดนช่างแต่งหน้าพาออกไป เผยอิงนั่งเก้าอี้อยู่คนเดียวตอนที่มีคนเดินมาทางเธอ

เขาสวมแว่นตากันแดดอันเบิ้ม มือสอดไว้ในกระเป๋ากางเกงแบบสบายๆ พอเขาเดินมาตรงเผยอิงเขาก็หยุด ถอดแว่นกันแดดก่อนถาม “คุณคือซือจิ้งหรือเปล่า”

คำพูดเย็นชานั้นทำให้เผยอิงอดตระหนกไม่ได้ ก่อนนึกขึ้นมาได้ว่าเขาคือพระเอกของเรื่อง LSRR เธอลุกขึ้นยืนก่อนทักทาย “สวัสดีค่ะ ฉันเผยอิง จะมารับบทซือจิ้ง”

เขามองก่อนยิ้มให้มือที่ยื่นมาของเธอ “หวัดดี ผม อวี้ไคเจ๋อ รับบทกู้โจว”

อวี้ไคเจ๋อนั้นเป็นหนุ่มหล่อ ถึงจะการแสดงไม่ได้ดีที่สุด แต่เขาเกิดมาพร้อมกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเงิน ในฐานะของเจ้าชายแห่งยูนิเวิร์ส พิคเจอร์ เขาก็เข้าวงการบันเทิงมาอย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ด้วยความเร็วเหมือนกับจรวดที่ยิงขึ้นฟ้า”

มีคนนับไม่ถ้วนที่อยากเกาะชายเสื้อโค้ทเขาไปด้วย แต่เผยอิงกลับจับมือเขาทักทายตามมารยาทเท่านั้น

อวี้ไค่เจ๋อดึงมือกลับพลางยิ้ม “ผมเคยดูละครที่คุณแสดงนะ ไม่เลวเลย ผมหวังว่าพวกเราจะทำงานร่วมกันได้อย่างดี”

“รบกวนดูแลฉันด้วยนะคะ”

“แน่นอนครับ” ริมฝีปากอวี้ไค่เจ๋อยกขึ้น ก่อนสวมแว่นกันแดดใหม่ หันเดินจากไป

เผยอิงไม่ได้มองเขาซ้ำอีก นั่งบนเก้าอี้ต่อ

มีข่าวลือเรื่องอวี้ไคเจ๋อมากมายในวงการ เธอได้ยินจากเพื่อนๆว่าเขาห่างผู้หญิงไม่ได้ เรื่องพวกนี้นั้นจริงครึ่งเท็จครึ่ง แต่นอกจากการทำงานแล้ว เธอก็ไม่ได้อยากยุ่งกับเขาเกินไป

ทีมงานเตรียมตัวใกล้เสร็จแล้ว ผู้กำกับเลยเรียกทุกคนมาเพื่อเริ่มทำงาน

 

ซ่งหนานชวนถูกผู้บริหารยูนิเวิร์สมาดูสถานที่ถ่ายทำ เขาไม่เคยคาดคิดว่าเผยอิงจะมาร่วมการถ่ายทำ LSRR ด้วย

พอเขามาถึง ก็กำลังถ่ายฉากเผยอิงพอดี

เธอนั่งอยู่ใต้ร่ม มือซ้ายถือเครื่องดื่มฟองซ่า ขณะที่มือขวาขยับสูงขึ้นดันแว่นกันแดดสีน้ำตาลบนใบหน้า เธอยกคิ้วก่อนถามคนตรงหน้า “เธอคือเฉินลิ่วกวงเหรอ” [ละครจีนมักจะชอบใช้ชื่อตัวละครมาเป็นส่วนประกอบของชื่อเรื่องค่ะ ชื่อเรื่องนี้ภาษาจีนคือ ลิ่วกวงหนี่ฉาง]

ประโยคเรียบง่าย แต่มีน้ำเสียงที่ทำให้คนอื่นผงะ

เธอกำลังแสดงกับเทาเทา ที่อดผงะเพราะน้ำเสียงเธอไปด้วย เธอเกร็ง “สะสวัสดีค่ะ”

จากด้านข้าง เซียวจางอดแสดงความคิดเห็นไม่ได้ “เผยอิงแสดงได้ไม่เลวเลย แย่จริง”

ซ่งหนานชวนไม่ตอบแต่มองเผยอิงเงียบๆ

เธอสวมชุดเดรสสั้นที่ทีมงานเตรียมไว้ การออกแบบนั้นเน้นส่วนโค้งส่วนเว้าของเธอให้โดดเด่น โดยเฉพาะขายาวๆคู่นั้น เส้นแต่ละเส้นนั้นสามารถทำให้คนบ้าคลั่งได้เลย

หลังจากเทาเทาพูดบทจบ เธอก็จ้องเผยอิงด้วยตาเบิกกว้าง เผยอิงเห็นว่าเธอเหมือนจะรอให้ตัวเองพูด “เธอยังมีอีกประโยคนี่”

“คัท” ผู้กำกับเรียกให้หยุด

“ขอโทษนะคะ” เทาเทาขอโทษทุกคนรอบตัว ก่อนมองกลับไปที่เผยอิง “เธอจำได้แม้กระทั่งบทฉันด้วยเหรอเนี่ย”

เผยอิงพูด “อ๊ะ ก็แค่นิสัยฉันเฉยๆน่ะ” เวลาเธอจำบท เธอมีนิสัยที่จำบทของคู่สนทนาด้วย เพื่อที่จะสามารถแสดงความรู้สึกของตัวละครที่รับบทได้ดียิ่งขึ้น”

เทาเทากระพริบตา ไม่พูดอะไร เผยอิงหันไปข้างๆ ก่อนที่ร่างซ่งหนานชวนจะโผล่ขึ้นมาในสายตา

เขายืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ ดอกท้อเบ่งบานอยู่ด้านหลัง แสงแดดสีทองฉายลงมาผ่านรอยแยกของใบไม้ ราวกับทองคำที่โปรยปรายปกคลุมบนร่างของเขา  

เมื่อเห็นซ่งหนานชวนยืนอยู่ในฉากฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ เผยอิงเหมือนเห็นภาพล่วงหน้าว่าโลกของเธอนั้นคงมีสีสันขึ้นมาก

 

729329pwivylpc9n

ไปที่ไหนก็เจอองค์ชายสาม 5555

 

หลงเสียงคุณเข้าเต็มเปา 50

บทที่ 50 – ข้าวมะพร้าว (3)

รถโกคาร์ทค่อยๆตามมาที่ละคันๆ เหล่าชายหนุ่มใช้คำพูดอย่างนักแสดงเสียงมืออาชีพเพื่อบอกว่าไม่ควรเลยที่จะมาแข่งกับโถวไผที่มีงานอดิเรกเป็นการขับโกคาร์ท กู่เซิงรู้จากเสียงบ่นงึมงำของเจ๋อเม่ยว่า ตอนเรียนมหาวิทยาลัยนั้นโม่ชิงเฉิงมีรถโกคาร์ทอยู่ที่โกดังเก็บรถนอกเมือง และพอว่างเขาก็จะไปขับเล่นเป็นชั่วโมง

เนื่องจากงานยุ่งเกินไปที่จะมีโอกาสขับเขาเลยขายมันไป

มิน่า…ถึงชนะได้แบบไร้ฝุ่น

“โถวไผต้าเหริน… ฉันไม่อยากร้อง ‘ขับขานยามราตรีในยุคราชวงศ์ถังแสนรุ่งเรืองเลยอ้ะ…”

โต้วปิงที่มาถึงคนสุดท้าย กระโดดออกมาจากรถมู่มู่ พร้อมทั้งน้ำตาคลอเบ้า “ฉันสาบานได้เลยฉันขับเองยังเร็วกว่านี้อีก… มู่มู่บอกความจริงมาสิ นายไม่ใช่ตำรวจจราจรใช่ไหม จะแซงซักคันก็ไม่มี…”

เทียบกับผู้หญิงคนอื่นๆ โต้วโต้วโต้วปิงนั้นเรียกได้ว่าสูง แต่ยืนข้างมู่มู่แล้วก็ยังเตี้ยกว่าเป็นช่วงตัว

ขณะที่เธอกับมู่มู่ออกมาจากรถนั่นเองเธอก็บ่นไม่หยุด มู่มู่นั้นกลับรู้สึกว่าความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การที่จะมาเร่งเครื่องเพื่อหลีกเลี่ยงการร้องเพลงสักเพลงนี่มันไม่จำเป็นสักนิด… นอกจากนี้เขายังอธิบายซื่อๆ “ผมเพิ่งขับรถไม่นาน เลยยังขับไม่เก่งเท่าไหร่…”

ถ้าฉันรู้แบบนี้ ฉันคงให้โม่ไป๋มานั่งรถคันนี้แทนแล้ว คู่หูคู่นี้ร้องเพลงด้วยกันคงจะดีกว่าเยอะ”

มู่มู่ตอบตรงๆต่อ “โม่ไป๋ยังนอนอยู่ที่โรงแรมอยู่เลย เขาจะไปสปา ไม่อยากมาแข่ง…”

โต้วโต้วโต้วปิงไม่รู้จะทำยังไงกับเขาดี กระโดดออกจากรถมาก่อน เดินตามบันไดไปที่บ้านไม้บนยอดเขา

เมื่อโม่ชิงเฉิงออกไปซื้อน้ำให้เธอ ไกด์ทัวร์ก็โผล่มาแบบช้าๆ กระโดดออกจากรถ ก่อนหัวเราะ “ฮาฮา” แบบเขินๆสองสามครั้ง งัดสมุดจดออกมาก่อนคำนวนจำนวนคนที่จะไปทำสปาริมทะเลในอีกไม่นานร่วมกับไกด์ท้องถิ่นอีกคน พอถึงตากู่เซิง ไกด์ก็บอกเธออย่างเอาใจใส่ว่า “ผมรู้ว่าคุณสองคนมาด้วยกัน” ไกด์ชี้ไปที่ด้านหลังของโม่ชิงเฉิงที่กำลังซื้อน้ำอยู่

“อืมหืมม์…” แล้วมันเกี่ยวกับการไปสปาตรงไหนล่ะ…

ไกด์เดินไปถามเกิงเสี่ยวซินต่อ

เกิงเสี่ยวซินตัวแข็งก่อนส่ายศีรษะแบบเฉียบขาด

และแล้ว…ไกด์ก็จากไป

เมื่อทุกคนนั่งรถไปอีกด้านของเกาะ เห็นกระท่อมเล็กๆเรียงเป็นแถว และไกด์ก็จัดทุกคนว่าใครอยู่ห้องไหนแล้ว กู่เซิงถึงเข้าใจว่าทำไมถึงเกี่ยวกับการไปทำสปาด้วย… นอกจากคู่แต่งงานสองคู่แล้ว ทุกคนถูกแบ่งเป็นคู่ชาย-ชาย หญิง-หญิง สองคนต่อกระท่อม

พอเธอดันประตูเข้าไปในกระท่อมนั้น ก็เห็นหน้าต่างสูงจรดหลังคาที่หันหน้าออกไปทางทะเล และก็มีสระน้ำอุ่นเล็กๆ ที่มีเสียงน้ำไหลอย่างต่อเนื่อง อีกครึ่งห้องนั้นมีโต๊ะนวดสองตัว ทุกอย่างนั้นปกคลุมไปด้วยกลีบดอกไม้ตั้งแต่สระน้ำยันเตียงนวด… และสิ่งที่อึดอัดมากที่สุดคือ เจ้าของรีสอร์ทบอกเธอด้วยภาษาจีนกลางชัดเจนว่า “พวกคุณไปล้างตัวด้วยกันก่อน แล้วค่อยไปแช่ตัวในสระ จะหลับสักตื่นก่อนก็ได้นะคะ พอคุณพร้อมจะนวดแล้วก็สวมกางเกงขาสั้นสั่นกระดิ่งได้เลย เดี๋ยวพนักงานนวดจะเข้ามาเองค่ะ”

ล้างตัวด้วยกัน…

แช่ตัวในสระด้วยกัน…

“อ๊ะ แล้วก็ สุขสันต์วันฮันนีมูนค่ะ”

“สุขสันต์…วันฮันนีมูนเหรอ?”

T.T……

“เธอไปล้างตัวก่อนสิ ฉันจะนั่งชมทะเลตรงนี้สักพัก” เสียงเขาดังขึ้นจากด้านข้างลบล้างความอึดอัดอย่างเนียนๆ กู่เซิงกอดเสื้อผ้าไว้กับตัว เข้าห้องน้ำ ก่อนล้างตัว พอเธอออกมา ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะสวมโสร่งที่รีสอร์ทจัดไว้ให้และผูกปมไว้ที่คอ เหมือนชุดเดรสคล้องคอที่ค่อนข้างสั้น

 

ขณะที่เธอกำลังเป่าผมนั้น โม่ชิงเฉิงล้างตัวเสร็จแล้ว เดินออกมาสวมแค่กางเกงขาสั้นแบบนักกีฬา

ในกระจก เธอมองเงาสะท้อนของสระน้ำอุ่น มองเขาที่กำลังเดินมาทางเธอแบบเปลือยท่อนบน มองรอยเท้าเปียกๆของเขาที่ย่ำมาบนพื้น… เธอรู้สึกกระวนกระวายแบบบอกไม่ถูก… เมื่อคืนแม้จะนอนบนเตียงเขา ในห้องของเขาเธอก็ไม่ได้ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกแบบนี้เลยสักนิด

“ผมแห้งแล้วเหรอ” มือเขาวางลงบนไหล่เธอ “เธอไม่อยากลงสระเหรอ”

สถานที่แบบนี้ หลังจากล้างตัวแล้ว การตรงไปที่สปาแบบนี้ ไม่มีชุดว่ายน้ำหรืออะไรพวกนั้นให้หรอก… นี่หมายความว่า ต้องอยู่ด้วยกันแบบไม่สวมอะไรเลยน่ะสิ อ่ะ โถวไผต้าเหริน ถ้าเราไม่ทำแบบนั้นจะดีกว่านะ

T.T……

“ไม่ล่ะ ขอบคุณค่ะ…” หน้าเธอเริ่มแดงระเรื่อ…

“ดีเหมือนกัน ฉันห่วงเรื่องความสะอาดน่ะ” เขาพูดกลั้วหัวเราะ

เสียงเขานิ่งสงบเหมือนทุกครั้ง มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก… ไม่รู้ว่าเพราะสถานที่แปลกใหม่ไกลจากบ้าน หรือเพราะห้องนั้นมีกลีบดอกไม้และเทียนจำนวนมากที่สร้างบรรยากาศ หรือเพราะว่า…เขาจงใจลดเสียงลงเพื่อพูด

เธอกำไดร์เป่าผมในมือ เป่าผมยาวๆอย่างไร้จุดหมาย

วิวชายหาดและทะเลที่เห็นได้จากหน้าต่างสูงจรดพื้นนั้น ถึงเธอจะรู้ว่าไม่มีคนข้างนอกมองเห็นข้างในได้ เธอก็รู้สึกแปลกๆอยู่ดี

มือโม่ชิงเฉิงยื่นมาแกะปมชุดด้านหลังคอของเธอ

เธอรู้สึกว่าทั้งร่างนั้นร้อนระอุ ไม่มีโอกาสปิดไดร์เป่าผมด้วยซ้ำตอนที่โสร่งเลื่อนลงไป ด้านหลังเธอนั้นแนบชิดกับเรือนร่างชื้นๆของเขา เหมือนว่าเขายังไม่เช็ดตัวด้วยซ้ำตอนก้าวออกมาจากห้องอาบน้ำ

มือซ้ายเขาช้อนคางเธอเงยขึ้นให้รับจูบเขา ส่วนมือขวานั้นเลื่อนลงไปด้านล่างอย่างเป็นธรรมชาติ

……

……

พอพนักงานนวดทั้งสองเข้ามา กู่เซิงสภาพไม่ต่างกับกุ้งต้ม ทั้งแขนและตัวทั้งแดงระเรื่อ

พนักงานนวดนั้นกลับชินกับฉากแบบนี้ คู่ฮันนีมูน…คือสิ่งที่เจ้านายพวกเขาบอกไว้…

เพราะว่าไม่มีการจำกัดเวลาในการให้บริการ ทุกคนจึงออกมาไม่พร้อมกัน พอโถวไผกับเซิงเซิงเดินออกมา ก็พอดีกับที่โม่ไป๋กับมู่มู่ และเกิงเสี่ยวซินกับโต้วโต้วโต้วปิงเสร็จพอดี พวกเขาต้องรอรถมารับอยู่ที่ริมทะเล

ผลก็คือ ทั้งสี่คนที่มีฉากหลังเป็นน้ำทะเลสีเขียวราวกับหยกเนื้อดี ท้องฟ้าใส และคลื่นที่ซัดซาด ยิ้มมองโม่ชิงเฉิงกับกู่เซิงด้วยท่าทียิ้มๆ ก่อนที่จะสวมสีหน้า “ฉันรู้ทุกอย่าง” ก่อนหันไปชมทะเล เก็บเปลือกหอย และเตะทรายเล่น…

คืนนั้น โต้วโต้วโต้วปิงนั้นแทบจะเป็นบ้าด้วยความหงุดหงิด เพราะมู่มู่เป็นเลเยอร์ผู้งามหยดย้อยสมบูรณ์แบบจนทำให้ทุกคนน้ำลายหกได้ แต่เขาร้องเพลงไม่ได้……… เขาร้องเพลงเพี้ยนสุดๆ

การที่ให้โต้วปิง เทพธิดานักร้องที่เคยใช้ชื่อว่า “โม่โม่เอ่อร์” มาร้องแบ็คอัพให้มู่มู่นั้น… เธออยากจะตาย… แต่คุณตำรวจต้าเหรินของพวกเรานั้นจริงจังกับการพนันของการแข่งขันครั้งนี้มาก ถือเนื้อที่จดลงกระดาษในวินาทีสุดท้ายไว้ในมือ เปิดดนตรีประกอบจากมือถือ ก่อนร้องอย่างเคร่งครัดเป๊ะๆ…

แต่เรื่องแปลกกว่านั้นคือ คืนนั้นเกิงเสี่ยวซินก็ยังถูกจัดให้นอนกับกู่เซิงอยู่ดี

ดังนั้น ขณะที่กำลังดื่มเบียร์กันที่บาร์นั้นเอง โม่ไป๋ก็อดแอบถามเจ๋อเม่ยไม่ได้ว่า กู่เซิงกับโม่ชิงเฉิงทะเลาะกันหรือเปล่า เจ๋อเม่ยจ้องเขาแบบเหลือเชื่อ “จะเป็นไปได้ไง”

“แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ได้พักด้วยกันล่ะ”

โม่ไป๋ครุ่นคิด…

เขาหันไปมองกู่เซิงที่ซบไหล่โถวไผขณะที่กระซิบกระซาบข้างหูซึ่งกันและกันอยู่ เหมือนว่าไม่มีปัญหาอะไร…

“ง่วงเหรอ” โม่ชิงเฉิงถามเสียงต่ำ

เป็นคำถามง่ายๆแต่กลับฟังดูอ่อนหวานและอ่อนโยนอย่างยิ่ง มือเขาเลื่อนมาสัมผัสแขนเธอ ลูบไล้เบาๆ เธอขดตัวแน่น กอดเข่าตัวเองไว้ขณะที่นั่งอยู่ข้างๆ หัวพิงไหล่เขา หลังจากถูกเขาทำให้หมดแรงตอนบ่ายและโดนนวดอย่างตั้งอกตั้งใจ เธอก็รู้สึกปวดเมื่อย และเนือยๆ อย่างบอกไม่ถูก — เหนื่อยนิดๆ แต่ก็สบายสุดๆ

โถวไผ…

เชียงชิงจื่อ…

โม่ชิงเฉิง…

ทุกชื่อรวมกันเป็นเขา

ถึงแม้เขาจะอยู่ตรงนี้ข้างๆเธอ ใกล้จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงลมหายใจ เธอก็แต่รู้สึกแสนพิเศษ เธออยากคุยกับเขาตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระแค่ไหน เธออยากใกล้ชิดกับเขา แม้จะแค่จับมือเขาก็ตาม

เหมือนว่า…แค่เธอหลับตา เธอก็คิดถึงใบหน้าเขา

เมื่อเธอไม่ได้ยินเสียงของเขา…เธอก็โหยหา

เธอรู้สึกว่ามันบ้ามากและอดตื่นเต้นไม่ได้ พอพวกเขากลับบ้านและต้องคืนสู่ชีวิตปกติที่ได้เจอกับอาทิตย์ละสองครั้งนี่เธอจะเป็นบ้าจากความคิดถึงไหมเนี่ย T.T …

ความคิดแปลกๆเริ่มผุดเข้ามาในหัววนไปวนมา แต่ไม่ว่าเธอจะคิดอะไร จะก็วกกลับมาเป็นภาพเมื่อตอนบ่าย ความใกล้ชิดในกระท่อมริมทะเลนั่น จากหลงเสน่ห์เสียงหนึ่ง ตกหลุมรักเขา จนถึงการเปลือยเปล่าต่อหน้ากันและกัน

จนสุดท้ายเขาก็หยุดตัวเองไว้ตรงขั้นสุดท้าย

แต่นอกจากนั้น…พวกเขาก็ไม่ได้ปกปิดอะไรซึ่งกันและกันอีก…

กู่เซิงจำเสียงเขาข้างๆหูที่ล่อลวงยั่วยวนเธอ เสียงที่ไม่แตกต่างแต่อ่อนหวานแผ่วเบา บางครั้งก็แหบพร่าและเสน่หา… เธออดขยับแบบไม่รู้ตัวไม่ได้ ถูแก้มกับไหล่เขา ขณะที่หัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ พอเขาสั่นกระดิ่งเรียกพนักงานเข้ามาในห้อง เขาก็อดพูดหยอกๆไม่ได้ว่า เขาไม่รับรองนะว่าเขาจะหยุดตัวเองได้ทุกครั้ง ดังนั้นพวกเขาไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันจะดีกว่า …

หยุดตัวเองไม่ได้เหรอ- …?

ยากขนาดนั้นเชียว? …

note-line-pink

ส่งโถวไผมาเรียกเรตติ้งต่อค่ะ กรี๊ดดดดดดดดด โถวไผนี่ซนจริงๆ

 

ฉันไม่ใช่นางเอก 3

ตอนที่ 3 ใจเต้น

พอถึงบ้านเผยอิงก็โยนส้นสูงทิ้ง ก่อนกระโดดขึ้นเตียง

หัวใจเธอนั้นเต้นโครมคราม มีแต่ภาพเจิดจ้าของซ่งหนานชวนเต็มหัว

ผมสีเข้มอันอ่อนนุ่มของเขา การที่ริมฝีปากสีอ่อนของเขาขยับยกขึ้น และไผน้ำตาที่ตราตรึงในความคิด…

เผยอิงเอามือปิดหน้าอย่างหดหู่ เธอเคยเจอเขาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ทำไมถึงทำตัวได้งี่เง่าขนาดนี้นะเนี่ย หลงรูปเกินไปแล้ว

ขณะที่เธอทบทวนตัวเอง โทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้นเป็นท่วงทำนองไวโอลินแสนไพเราะอ่อนหวาน

เผยอิงคว้ากระเป๋า รื้อหาโทรศัพท์ ชื่อที่สว่างขึ้นบนหน้าจอนั้นคือ ‘เหรินซานซาน’

“อะไรเหรอ” เธอรับสายก่อนถามแบบขี้เกียจ

เหรินซานซานเหมือนกำลังกินอะไรอยู่ คำพูดนั้นอู้อี้ขณะที่เธอถาม “ที่ไปเจอผู้กำกับเป็นไงมั่ง”

นึกถึงเรื่องนั้นเผยอิงก็ถอนหายใจ “ฉันคงไม่ได้บทนั้นแล้วล่ะ”

“ทำไมล่ะ เธอทำให้ผู้กำกับโกรธอีกแล้วเหรอไง”

“ไม่แน่นอน ซีอีโอจู้ที่เป็นคนลงทุนในซีรีส์ต่างหาก”

จากประโยคสั้นๆนั้น เหรินซานซานก็ปะติดปะต่อส่วนที่ขาดหายไปได้ราวกับละครน้ำเน่า “เอ๊ะ ซีอีโอจู้คนนี้พยายามจะตื้อเธอจนเจอฤทธิ์เจ้าแม่ล่ะสิ”

เผยอิง “…”

เหรินซานซานต้องพูดอะไรหยาบคายแบบนี้ด้วย

ก่อนที่เธอจะพูด เหรินซานซานก็เริ่มอบรมเธออีกครั้ง “แต่ก็นะ เธอเองก็เป็นผู้ใหญ่แล่ว จะมาทำใสซื่อบริสุทธิ์ทำไมล่ะ แล้วก็นะ หน้ากับหุ่นแบบเธอเนี่ยไม่ให้อิมเมจใสๆเลยนะ ถ้าเขาอยากลูบๆคลำๆอะไรบ้างก็ปล่อยเขาเถอะ อย่าปล่อยให้ถึงขั้นสุดท้ายก็พอ อดทนนิดๆหน่อยๆก็จบแล้ว วงการนี้มันเป็นแบบนี้แหละ”

เผยอิงขมวดคิ้วเรียวบาง ตอบด้วยน้ำเสียงเจือความสะอิดสะเอียน “ฉันเข้าใจที่เธอพูดอยู่ แต่ทุกคนนั้นมีขีดจำกัดกันทั้งนั้น เธออาจจะคิดว่าโดนลูบคลำเล็กๆน้อยๆก็ยังพอไหว แต่ฉันไม่โอเคสักนิด แล้วเธอก็ไม่เคยเห็นว่าซีอีโอจู้หน้าตายังไงด้วย ถ้าเธอเห็นหน้าเขา เธอเองก็ทนไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ”

“…” เหรินซานซานเงียบไปชั่วขณะ ก่อนพูด “เผยเผยอ่ะ คนหลงรูปน่ะไม่มีอนาคตหรอกนะ”

เผยอิงห่อปาก ลุกขึ้นนั่งบนเตียงก่อนถามเสียงตื่นเต้น “ลองทายดูสิว่ามีใครมาทานอาหารค่ำอีก”

“ใครล่ะ”

“ซ่งหนานชวน!”

เหรินซานซานเลิกคิ้ว “องค์ชายสามตระกูลซ่งน่ะเหรอ ฉันเคยเห็นเขานะ หล่อมากเลย เขาลูบๆคลำๆเธอด้วยเหรอ”

“…อย่าพูดให้คนอื่นดูงี่เง่าสิ ซีอีโอซ่งน่ะเป็นสุภาพบุรุษสุดๆเลย ไม่ใช่แค่ช่วยฉันตอนมื้อค่ำนะ เขายังมาส่งฉันที่บ้านด้วย”

“บ้าน?!” เหรินซานซานตะโกนอย่างตกใจ “เขาไม่ได้กำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำเธอตอนนี้ใช่ไหม รีบขยับก้นไปที่นั่นให้ฉันฟังเสียงน้ำหน่อย”

เผยอิง “…”

ทุกเดือนนี่มีบางวันที่เธออยากเลิกเป็นเพื่อนกับคนคนนี้จริงๆ

“ฉันบอกเธอแล้วว่าเขาเป็นคนมีหลักการ เขามาส่งฉันที่บ้านเสร็จก็กลับ”

“เอ๋…” เหรินซานซานลากเสียงเหมือนกับกำลังคิด “ฉันว่าเขากำลังอ่อยเหยื่อเพื่อตกปลาตัวใหญ่อยู่นะ ผู้เชี่ยวชาญเลยล่ะ”

“…หยุดคิดว่าคนอื่นจะลามกเหมือนเธอได้แล้วน่ะ”

เหรินซานซานจุ๊ปากแบบไม่พอใจ “ขากลับนี่เธอต้องได้ช่องทางติดต่อเขาด้วยใช่ไหม”

“…ไม่นี่” เผยอิงรู้สึกผิดหวังขณะที่กำลังพูด “ขากลับพวกเราไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำ ฉันไม่รู้จะคุยกับเขาเรื่องอะไร”

“จะเรื่องอะไรล่ะ ก็ต้องคุยเรื่องความรักสิ” (คำแปลตรงตัวของการออกเดทคือ ‘คุยเรื่องความรัก’)

“…บาย” เผยอิงวางสาย

เธอโยนโทรศัพท์ไปข้างๆ ลุกขึ้น ก่อนไปอาบน้ำ ขณะที่เธอเดินออกมาจากห้องน้ำนั้นก็ยังอารมณ์ไม่ดีอยู่ จึงนอนลงเงียบๆอยู่ชั่วครู่ก่อนสวมหูฟังหาเพลงฟัง

ทุกเพลงในรายการนั้นเป็นเพลงคลาสติก ทุกครั้งที่เผยอิงรู้สึกเครียดเธอก็จะฟังเพลงพวกนี้ และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน ขณะที่เธอฟัง ก็เริ่มสงบลงจนหลับไปในที่สุด

พอเธอลืมตาในเช้าวันถัดมาก็รู้สึกถึงแสงแดดอุ่นๆที่ทอแสงผ่านหน้าต่าง ดนตรีนั้นหยุดเล่นไปนานแล้ว เผยอิงเช็คโทรศัพท์ก่อนสังเกตุว่ามันดับไปแล้ว

เธอหยิบที่ชาร์ทออกมาจากลิ้นชักข้างเตียง ขณะที่กำลังชาร์ทอยู่นั้นก็ได้รับการแจ้งว่ามีสายที่ไม่ได้รับ

เป็นเฉินเซิงนั่นเอง

เผยอิงไม่อยากรั้งรอหลังจากเจ้านายโทรมาเลยรีบโทรกลับอย่างรวดเร็ว ทักทายสองสามคำก็ตรงเข้าประเด็น “คืออย่างนี้ ทีมโปรดักชั่นบอกว่าหน้าตาเธอไม่เหมาะกับบทถังเฟยเฟยเลยตัดสินใจหาคนอื่นแทนน่ะ”

“งั้นเหรอคะ…” เผยอิงนั้นไม่แปลกใจเท่าไหร่กับผลลัพท์ แต่ก็อดผิดหวังไม่ได้

พอได้ยินเสียงซึมๆ เฉินเซิงพูด “เสี่ยวเผย ฉันได้ยินเรื่องเมื่อคืนจากผู้กำกับเชิงแล้ว ธุรกิจนี้ เรื่องบางเรื่องมันก็ช่วยไม่ได้ คุณสมบัติแบบเธอน่ะ ถ้ายอมนิดๆหน่อยๆเธอก็คงดังไปนานแล้วล่ะ”

เผยอิงเข้าใจความหมายของเขา แต่เธอไม่กล้าพูดตรงๆกับเจ้านายแบบที่เธอพูดกับเหรินซานซานหรอก “จีเอ็มเฉินคะ ฉันคิดว่าธุรกิจบันเทิงท้ายที่สุดยังไงต้องใช้ความสามารถ วิธีการแบบนั้นมันไปได้ไม่ไกลหรอกค่ะ”

“ถึงแม้เธอจะมีความสามารถยังไงเธอก็ต้องใช้โอกาสอยู่ดี”

“อืมม์…”เผยอิงสำลัก ก่อนยิ้มพูด “อันที่จริง ถ้ามองอีกมุมแล้ว ถึงฉันจะได้บทนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะดังนี่คะ”

เฉินเซิง “…”

ได้ยินเธอพูดขนาดนั้นแล้วเขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

เขาวางสายก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เผยอิงนั้นเป็นคนร่าเริง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ อาชีพเธอก็คงไม่ไปไหน

การที่เดินชายหาดนั้นจะไม่ให้รองเท้าเปียกได้ยังไงกัน

เขาคิดอะไรขึ้นมาได้ก่อนส่งข้อความหาเผยอิง “ฉันได้ยินมาว่าเธอนั่งรถซ่งหนานชวนกลับบ้านเมื่อคืนงั้นเหรอ”

[เผยอิง] อืม เขามาส่งฉันที่บ้านแล้วก็กลับน่ะค่ะ

[เฉินเซิง] …

เขาอาจจะไม่รู้เรื่องคนอื่น แต่ซ่งหนานชวนนั้นทั้งหล่อและรวย ตอนที่เขาประกาศแบบหยิ่งๆว่าเขาจะเข้าสู่อุตสาหกรรมบันเทิงนั้นก็มีเซเลปหลายคนทำตัวติดกับเขาทันที และเผยอิงก็มองดูชิ้นเนื้อติดมันหลุดลอยไปต่อหน้า

ทิ้งเรื่องผลประโยชน์สกปรกไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าเธอบอกว่าเธอชอบคนหล่อหรอกเหรอ แต่เธอกลับคุมตัวเองอยู่ต่อหน้าหล่อๆของซ่งหนานชวนเนี่ยนะ

เฉินเซิงรู้สึกหมดแรง

ขณะเดียวกัน คนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างซ่งหนานชวนนั้นเพิ่งประชุมรอบเช้าจบ ผู้ช่วยของเขา เซียวเจียงถือกาแฟสองแก้วมาที่ห้องทำงาน

“ขอบคุณนะ” คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามซ่งหนานชวนนั้นคือเซียวกู่ ที่รับกาแฟก่อนจิบ ริมฝีปากซ่งหนานชวนโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม มองดูเซียวกู่พูด “ขอโทษจริงๆครับ ซีอีโอเซียว คุณยุ่งขนาดนี้แต่ยังอุตส่าห์แวะมาด้วยตัวเอง ผมก็ให้คุณรอเสียนาน”

เซียวกู่เงยหน้ามองเขา “ซีอีโอซ่งมาเมือง A แบบเอิกเกริกขนาดนี้ ผมต้องมาด้วยตัวเองอยู๋แล้วล่ะ”

รอยยิ้มซ่งหนานชวนกว้างขึ้น “ไม่ใช่เพราะว่าผมพยายามหนีสองผู้เฒ่าที่บ้านอยู่เหรอ ถ้าผมอยู่บ้านนานกว่านี้ พวกเขาคงหาคู่หมั้นให้ผมอีกคนแล้ว”

เซียวกู่วางกาแฟลงไม่พูดอะไร ซ่งหนานชวนหยุดยิ้มพูดต่อ “อย่างไรก็ตาม ซีอีโอเซียว คุณพาธุรกิจคุณมาที่เมือง A แบบนี้ ผมควรจะขยายกิจการมาที่นี่ด้วยเหมือนกัน แบบนั้นพวกเราจะได้ทำงานร่วมกันต่อ”

เซียวกู่หัวเราะแผ่วๆ “ผมได้ยินว่าคุณไปทานมื้อค่ำกับซีอีโอจู้เมื่อคืน คุณมีหุ้นอยู่ใน ยูนิเวิร์สพิคเจอร์ไม่ใช่เหรอ เหมือนว่าพวกเขาไม่ได้สนับสนุนโปรเจคนี้”

ซ่งหนานชวนเลิกคิ้ว “ซีอีโอเซียวดูคุ้นเคยกับกิจกรรมผมไม่น้อยเลย”

“คุณเป็นผู้ร่วมโครงการที่สำคัญ และคุณก็เพิ่งมาถึงที่นี่ ผมต้องใส่ใจเรื่องคุณมากอยู่แล้วล่ะ”

ซ่งหนานชวนหัวเราะ เซียวกู่คนนี้นั้นอาฆาตแค้นไม่ใช่น้อย “ผมแค่ทานมื้อค่ำกับพวกเขา ทำความรู้จักคนเพิ่มบ้างเท่านั้นแหละ ยังไงผมก็เพิ่งเข้าสู่ธุรกิจนี้นี่น่า”

“อืมม์ แล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะ”

“ก็แค่เรื่องทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ” ซ่งหนานชวนพูด เหมือนว่าจะคิดเรื่องอื่น ดวงตามีแววขบขัน “แต่ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้อะไรเลยหรอกนะ”

ดวงตาเซียวกู่นั้นสั่นไหวเล็กน้อย แต่เขาไม่พูดอะไร

หลังจากที่เขาจากไป ซ่งหนานชวนเรียกเซียวจางก่อนบอก “หาข้อมูลเผยอิง จากซีนิก สตูดิโอให้ผมด้วย”

ชั่วขณะนั้นเผยอิงก็จามออกมา

เธอมองออกนอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์ฉายแสงราวกับเป็นฤดูใบไม้ผลิ เธอเลิกคิ้วแบบลังเลว่าควรจะสวมเสื้อผ้าเพิ่มดีไหม

เธอเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าก่อนดึงแจ็คเก็ตบางๆออกมา

เช้านี้เธอไม่มีงานแต่มีเรียนการแสดงตอนบ่าย หลังมื้อเที่ยงเธอก็เก็บของ ถือกระเป๋าออกนอกประตูไป

ถนนในละแวกนั้นมักจะสะอาดอยู่เสมอ ดูเหมือนว่าพนักงานทำความสะอาดจะอารมณ์ดีจนกวาดกลีบดอกท้อให้เป็นกองรูปหัวใจ

เผยอิงอดใจไม่ได้ ล้วงมือถือออกมาถ่ายรูปเก็บไว้

“เมี้ยว~” แมวจรจัดมารุมล้อมเธอ หางปัดป่ายไปมารอบๆขา เผยอิงยิ้มขณะที่คิดว่า พวกมันจมูกดีกว่าหมาเสียอีก ไม่งั้นจะรู้ได้ยังไงว่าเธออกมาตรงนี้น่ะ

เธอล้วงหาของในกระเป๋า แต่เจอแค่คุกกี้ เลยทิ้งคุกกี้ไว้ พลางคิดว่าควรจะซื้ออาหารแมวระหว่างขากลับ แมวพวกนี้มาหาเธอเพราะอาหารชัดๆ

การเรียนการแสดงตอนบ่ายนั้นเผยอิงนั้นจริงจังเสมอ อันที่จริงเซเลปที่เดบิวต์ไปหลายปีแล้วอย่างเธอมักจะไม่ค่อยมาเรียน แต่เธอไม่ได้มีงานอะไรมาก และเธอก็อยากพัฒนาตัวเอง เธอเลยมาเรียนอยู่ตลอด

ครูการแสดงนั้นถูกเชิญมาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศ หลังจากลงเรียนมาหลายคอร์ส เผยอิงก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่เธอไปเรียน เซียวจางก็เอาข้อมูลของเผยอิงมาส่งให้ที่โต๊ะซ่งหนานชวนอย่างมีประสิทธิภาพ

ซ่งหนานชวนหยิบปึกกระดาษ A4 ขึ้นมา เริ่มอ่านช้าๆ

เผยอิง ชื่อจริง เผยซิวจ้วน เกิดวันที่ 1 เมษายน ราศีเมษ กรุ๊ปเลือดบี อายุ 23 ปี จบมหาวิทยาลัย ความสูง 172 เซ็นติเมตร  อยู่ภายใต้สังกัดซีนิค สตูดิโอ ที่บริหารโดยเฉินเซิง รายละเอียดครอบครัว: บิดา (45) มารดา (43) น้องชาย (19) ผลงานภาพยนตร์มีดังนี้…

เซียงจางนั้นค้นหาข้อมูลอย่างละเอียดจนได้เต็มกระดาษ A4 สามแผ่น ซ่งหนานชวนคิดว่าข้อมูลในมือเขานี่น่าจะมีมากกว่าที่เฉินเซิงมีเสียอีก

สิ่งที่น่าสนใจก็คือตอนท้ายของข้อมูลมีการแนบความเห็นเพิ่มเติม

ความเห็นของเซียวจาง: เผยอิงเดบิวท์ในวงหญิงล้วน คิวท์ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้ามากนักระหว่างสามปีที่ผ่านมา รูปร่างหน้าตาของเธอนั้นเซ็กซี่และมีเสน่ห์น่าดึงดูด และบทที่เธอได้รับก็สื่อแบบนั้น แต่เธอเป็นคนระมัดระวังตัวค่อนข้างมากกับชีวิตส่วนตัว นอกจากไม่ยอมนอนกับใครแล้ว ยังแทบไม่ยอมไปทานมื้อค่ำด้วยซ้ำ ดาราหญิงที่ประวัติสะอาดในวงการบันเทิงมักจะมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยที่สามารถสนับสนุนได้ ครอบครัวเผยอิงนั้นธรรมดามาก อาชีพเธอมักจะสะดุดอยู่บ่อยๆ (ผมยังพบว่ามีเหตุการณ์แปลกๆตอนที่เธอได้รับงาน หลายโครงการนั้นหยุดชะงักไปเฉยๆด้วยหลายเหตุผล) ป.ล. เธอไม่เคยทำศัลยกรรม

ซ่งหนานชวนอ่านความคิดเห็นของเซียวจางแล้วไม่ขำสักนิด เขาหยิบกระดาษขึ้นมา สายตาเลื่อนไปที่ชื่อจริงของเผยอิง

ครั้งนี้ เขาหัวเราะลั่น

729329pwivylpc9n

คุยกับคนแปล:

คนแปลอังกฤษเองก็ไม่เข้าใจว่าขำทำไมเหมือนกันค่ะ แต่เท่าที่เปิดหาความหมายดู ซิวจ้วนแปลว่าสวยงามค่ะ แปลรวมๆก็ได้คุณเผยคนสวย เหมือนที่ล้อรุ่นพี่เหมยคนสวยจากเรื่องเวยเวยนั่นแหละมั้งคะ

แปลบอสหมาป่าได้นิดเดียว ไม่คืบหน้า แต่ได้เรื่องใหม่เป็นบทเลย 555555555

สงสัยเราจะเป็นคนได้ใหม่ลืมเก่าแน่ๆ

ติดนิสัยจบไม่ลงแล้ว 555

 

 

สะดุดหัวใจเจ้านายหมาป่า 52

บทที่ 52 งานเข้า!

เหตุการณ์ที่โรงแรม ต่อให้นั่วนั่วเอานิ้วเท้าคิดแทน เธอก็เดาได้ว่าใครเป็นคนเริ่มความคิดชั่วร้าย แต่สิ่งที่ทำไปแล้วมันย้อนคืนมาไม่ได้ ดังนั้นตอนเธอกลับบ้านก็ได้แต่หดหัวเข้ากระดองเหมือนเต่า ไม่พูดอะไรสักคำ ทั้งพ่อและแม่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ทำตัวยุ่งๆกับการเตรียมงานแต่งงาน ส่วนด้านพ่อหมาป่าตัวโตเซียวนั้น หลังจากได้ลิ้มรสความหวานชื่นของชีวิต “เซ็กส์” ในอนาคต [1] ก็ตั้งอกตั้งใจเตรียมงานแต่งงานมากกว่าเดิม

บอสใหญ่เซียวนั้นเป็นคนวางแผน แต่คนลงมือจัดการโน้นนี่นั่นจริงๆคือเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยผู้โชคร้าย นั่วนั่ว นั่นเอง

=__=

หลังจากที่คู่รักเปิดใจคุยกัน นั่วนั่วก็ไม่อยากอยู่ป่วนบริษัทของเซียวเซียวอีกต่อไป ดังนั้นจึงยื่นจดหมายลาออก ดังนั้นนั่วนั่วคนว่างงานจึงต้องรับผิดชอบเรื่องงานแต่งงาน ส่งการ์ดเชิญ ตกแต่งบ้าน ไปดูโรงแรมสำหรับจัดงาน และอื่นๆ

แต่นั่วนั่วก็ยังมีไอเดียของตัวเอง เธอไม่ยอมตามใจบอสใหญ่เซียว ถึงแม้เธอจะปั้นเขาให้เป็นหมาป่าเชื่องๆไม่ได้ แต่เธอต้องทำให้เขาทิ้งความคิด’ผู้ชายเป็นใหญ่’ ให้ได้ หลังจากเตรียมงานแต่งงานเสร็จ ถ้าบอสใหญ่เซียวยังไม่ยอมให้เธอกลับบริษัท Owl Wing เธอจะออกไปหางานทำ

ไม่ใช่เพราะว่านั่วนั่วเป็นคนขี้โมโห หรือเพราะอยากขู่เขา นั่วนั่วแค่อยากให้เซียวยีรู้ว่า ผู้หญิงถือท้องฟ้าไว้ครึ่งหนึ่งเช่นกัน แต่พอนั่วนั่วยื่นใบลาออกที่ หวงเหยียนละครฉากหนึ่งก็เริ่มขึ้น

พอนั่วนั่วยื่นใบลาออก เธอก็ได้ยินว่าผู้จัดการฝ่ายบุคคลหรานชิงเหอเองก็ลาออกแบบไม่มีเหตุผล เขาทำงานที่หวงเหยียนมาหลายปี เซียวเซียวเลยไว้หน้าเขาบ้าง โดยการเปลี่ยนคำว่า ‘ไล่ออก’ เป็น ‘ลาออก’ ถึงแม้นั่วนั่วจะเคยถามบอสใหญ่เซียวเรื่องนี้ เซียวยีก็บอกแต่ว่าหรานชิงเหอเป็นคนโลภและตื้นเขิน เขาเคยติดการพนัน เงินเดือนผู้จัดการฝ่ายบุคคลนั้นดีเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ ตั้งต้นปีเขาหลีกเลี่ยงไม่รับโทรศัพท์เพราะหนี้บัตรเครดิตที่พอกพูน ดังนั้นบริษัทคู่แข่งจึงถือโอกาสล่อลวงหรานชิงเหอให้ทำตัวเป็นสายลับ ให้คอยแจ้งข่าว เวลา หวงเหยียนมีความคืบหน้าอะไร ไม่ว่าจะเป็นโปรเจคหรือการพัฒนาอะไรใหม่ๆ

บอสใหญ่เซียวที่จับพิรุธได้จากเรื่องเจ้ากระต่ายขาวตัวน้อย ตรวจสอบอย่างละเอียด จึงรู้เรื่องความสัมพันธ์นี้ โชคดีอีกอย่างคือ หรานชิงเหออยู่ในฝ่ายบุคคลเลยไม่สามารถเข้าถึงเอกสารลับสุดยอดในช่วงเวลาสั้นๆ ได้แต่บอกข้อมูลที่สำคัญน้อยกว่าไปเท่านั้น

ตอนนั่วนั่วรู้เรื่อง เธอก็อุทานเสียงดัง คร่ำครวญเรื่องนิสัยสุดห่วยของหรานชิงเหอ แต่ก็อดดีใจไม่ได้ กรรมตามทันแล้ว

เธอไปที่  《หวงเหยียน》เพื่อทำให้บอสใหญ่เซียวโมโห แต่ผลคือ จับสายลับที่แฝงตัวอยู่ในบริษัทได้ เย้!

หลังจากที่นั่วนั่วกับบอสใหญ่เซียวคุยกันเรื่องนี้ พวกเขาก็ได้แต่หัวเราะและไม่คิดมากเรื่องนี้อีก เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยไม่สนใจว่าหรานชิงเหอนั้นจะเป็นยังไงต่อไป แต่เมื่อผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ นั่วนั่วก็บังเอิญพบกับหรานชิงเหอ

วันนั้น หลังจากที่นั่วนั่วกับมะหม้าใช้เวลาเกือบทั้งวันในการชอปแหลก พวกเขาก็ตกลงเลือก โคมไฟระย้าสุดโปรดสำหรับบ้านคู่ข้าวใหม่ปลามัน ซื้อหมอนสำหรับวางบนโซฟา ผ้าปูโต๊ะ และข้าวของเล็กๆน้อยๆอีกหลายอย่าง มะหม้าซูที่คึกคักเลยอยากพาลูกสาวไปซุปเปอร์มาร็เก็ต ซื้อของสดมาทำหม้อไฟทานที่บ้าน

มือนั่วนั่วนั้นถือถุงเล็กๆใหญ่ๆแทบไม่ไหวแล้ว เลยขึ้นลิฟท์ตรงไปที่ชั้นหก จิบกาแฟรอมะหม้าซูชอปปิ้ง ขณะที่เธอพลิกนิตยสารอ่ารเพลินๆ เธอก็เห็นคู่รักเดินควงแขนกันออกมา เพราะทั้งคู่นั้นคุยเจ๊าะแจ๊ะกันอย่างร่าเริงสดใส มีมุขโน้นนี่ เสียงพวกเขาเลยดังมากในร้านกาแฟเงียบๆนี้ นั่วนั่วเงยหน้าจากนิตยสารแบบขี้เกียจ และก็อึ้งไปทันที หนุ่มหล่อในชุดสูทและรองเท้าหนังตรงหน้าเธอนี่มันหรานชิงเหอไม่ใช่เหรอ

หลังจากเหตุการณ์ที่โรงพยาบาล นั่วนั่วกับหรานชิงเหอกลายเป็นกึ่งๆศัตรู ปกติแล้วการเจอกันแบบนี้นั่วนั่วคงจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นอะไร จิบกาแฟชิลล์ๆต่อ แต่สิ่งที่ทำให้นั่วนั่วแปลกใจคือผู้หญิงที่ควงแขนหรานชิงเหออยู่

รู้จักเขามาหลายปี เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยก็มองหรานชิงเหอไม่ทะลุปรุโปร่ง แต่เธอเข้าใจดีว่าผู้ชายคนนี้ชอบคนสวย ไม่ว่าจะโลลิต้าหรือผู้หญิงจริงจัง แบบน่ารักหรือเซ็กซี่ คนที่เขาล่อลวงนั้นมักจะเป็นสาวสวยอายุน้อย แต่คนที่อยู่ข้างเขาวันนี้นั้น…ไม่ปกติเลย

คิ้วดกหนา ดวงตาเล็กห้อยลง ริมฝีปากหนา และผิวหยาบกร้านที่แม้แต่แป้งยังปิดไม่อยู่ ถึงแม้จะแต่งตัวทันสมัย แต่ผู้หญิงคนนี้ จะมองมุมไหนก็เป็น ‘ป้า’ ทั้งนั้น ตัวอย่างสำหรับผู้หญิงที่ใช้เสื้อผ้าและเครื่องสำอางค์ในการปิดบังวัยที่เริ่มร่วงโรย หรานชิงเหอตกต่ำถึงขั้นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

การค้นพบนี้ทำให้นั่วนั่วช็อคมาก เธออดเหลือบมองทั้งคู่ต่อไม่ได้ คุณป้านั้นความรู้สึกไวจึงหยุดและหันมาจ้องนั่วนั่ว ขณะเดียวกันหรานชิงเหอที่กำลังหวานแหววกับคุณป้านั้นก็รู้สึกถึงตัวตนของนั่วนั่วเช่นกัน

เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยนั้นรู้สึกอาย แกล้งก้มหน้าอ่านนิตยสารต่อ แต่ก็ยังได้ยินเสียงหรานชิงเหอ “ที่รัก ไปเอารถก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะตามไป”

คุณป้าเดาได้ว่านั่วนั่วกับหรานชิงเหอนั้นรู้จักกัน ส่งสายตาเหยียดหยามให้นั่วนั่ว ทำเสียงฮึ ก่อนจากไป เมื่อเห็นคุณป้าเดินไปไกลพอแล้ว หรานชิงเหอนั่งลง เขาเย้ยด้วยท่าทีเหลาะแหละ “นั่วนั่วน้อย ทำไมบอสใหญ่เซียวของเธอไม่มาด้วยล่ะ”

นั่วนั่วทำตัวนิ่งๆในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ แกล้งทำเป็นไม่เห็นหน้าอัปลักษณ์ของหรานชิงเหอ ก่อนอ่านนิตยสารต่อ ไม่แปลกสักนิดว่าจี้ผินหนานรู้จักบอสใหญ่เซียวได้อย่างไร สามีเธอนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการอยู๋แล้ว ถ้าหรานชิงเหอถามคนนั้นคนนี้ดูก็รู้ได้ พอหรานชิงเหอเห็นนั่วนั่วทำเฉยกับเขา ก็หลุดปากด่า ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโมโหทันที

“นั่วนั่ว ดีมาก ดีจริงๆ เธอร่วมมือกับเซียวยีเล่นงานฉัน แล้วไงล่ะ ต่อให้จับได้ว่าฉันทำอะไรกับ 《หวงเหยียน》แล้วหลักฐานล่ะ ไม่มีหลักฐานแบบนี้ จะฟ้องฉันได้เรอะ”

นั่วนั่วชะงัก เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมเซียวเซียวถึงบอกว่า หรานชิงเหอ “ลาออก” เหมือนว่าบอสใหญ่เซียวจะไม่ปล่อยหรานชิงเหอไปง่ายๆ เตรียมตัวส่งเขาเข้าคุก แต่โชคร้ายที่ จิ้งจอกเจ้าเล่ห์นั้นรู้เรื่องก่อนเผ่นหนีไปแบบไร้ร่องรอย

หรานชิงเหอไม่ได้ระบายอารมณ์โกรธกับเธอเหรอไง

เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยทำหน้าบึ้ง หัวใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ หรานชิงเหอหรี่ตา พูด “นั่วนั่ว ฉันไม่กลัวเธอหรอก เมื่อกี้คือ ซีอีโอของ อวี่ชวี ลองไปถามใครดูก็ได้ มีใครไม่รู้บ้างว่าวงการนี้ เงินทุนของอวี่ชวีน่ะแกร่งที่สุด เซียวยีมองข้ามน้ำใจคนอื่น ซีอีโอของอวี่ชวีอยากซื้อบริษัท Owl Wing แต่เขาปฏิเสธ แถมยังยื่นมือมายุ่งเรื่อง 《หวงเหยียน》อีก เหอะ! อีกเดี๋ยวจะได้ร้องไห้กันล่ะ!”

นั่วนั่วเงียบ หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นทุกที เธอเคยได้ยินเรื่อง อวี่ชวี เรื่องที่หรานชิงเหอบอกนั้นเป็นเรื่องจริง พวกเขารวยและมีอำนาจ แต่ก็เป็นแค่ยักษ์ไร้เขี้ยวเล็บ ซีอีโอคนนั้นไม่รู้ราคาตลาด และไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีแม้แต่น้อยนิด เพราะเริ่มมาจากการพัฒนาอสังหาฯ หลายปีมานี้บริษัทนั้นมีกำไรดี ได้ยินเรื่องธุรกิจเทคโนโลยีว่าทำกำไรได้ดี จึงลงทุนส่งคนมาก่อกวน

เรื่องที่พวกเขาอยากซื้อบริษัท Owl Wing นั้นเป็นเรื่องจริงเหมือนกัน ตอนที่ทุกคนทานข้าวด้วยกัน เธอก็ได้ยินรุ่นพี่ล้อเล่นกันเรื่องนี้ ต่อให้รุ่นพี่ไม่ได้พูดอะไร นั่วนั่วก็เดาได้ว่า บอสใหญ่เซียวคงตอบปฏิเสธไปด้วยหน้าดำทะมึนราวกับท่านเปาบุ้นจิ้น [2] จากเรื่องที่หรานชิงเหอพูดมา ขณะที่ทำงานเป็นสายลับ รับเงินปิดปากแล้วยังรับคุณป้าซีอีโอด้วยสินะ

=__=

ตอนนี้เรื่องคุณป้าซีอีโอกับหรานชิงเหอโดนบอสใหญ่เซียวขุดขึ้นมาพร้อมเรื่องสายลับที่ 《หวงเหยียน》 ความแค้นเก่าใหม่ก็พอกพูน

นั่วนั่วห่อปาก “คุณหมายความว่าไง อวี่ชวีไม่ได้สนแค่《หวงเหยียน》 แต่อยากได้ Owl Wing ด้วยเหรอ”

พอเขาได้ยิน หรานชิงเหอก็หัวเราะอย่างดุร้ายมากขึ้น “ฉลาดดีนี่ นั่วนั่ว รอดูเถอะ ถึงแม้ฉันจะไม่อยู่ใน 《หวงเหยียน》แล้ว มันก็จะล่มไปเอง สำหรับ Owl Wing น่ะ แผนการเทคโอเวอร์พร้อมแล้ว เวลานั้นมาถึง เซียวยีจะร้องไห้คร่ำครวญมาอ้อนวอนพวกเรา หึ พวกเราอาจจะเมตตาให้ตำแหน่งเป็นผู้บริหารด้านเทคนิคกับเขาก็ได้……”

ขณะที่พูด หรานชิงเหอยื่นกรงเล็บมาเชยคางนั่วนั่วขึ้นอย่างชั่วร้าย “หึหึ ดูใบหน้านี้นิ นั่วนั่ว ลองคิดดูเรื่องความสัมพันธ์ในอดีตของเรา ถ้าเธอจะกลับมาก็ยังไม่สายเกินไป อย่ารอให้เซียวยีกลายเป็นขอทานก่อน เธอค่อยกลับมาขอร้องฉันล่ะ เธอแค่สนเงินเขาไม่ใช่เหรอไง”

เมื่อได้ยิน นั่วนั่วขยะแขยงไปหมดจนลงไปที่กระเพาะเลยทีเดียว

เบื้องหน้านั้น เขาหว่านเสน่ห์กับคุณป้าซีอีโอ แต่ลับหลัง เขาอยากให้เธอเป็นเมียน้อยคอยดูแลบ้านช่อง หรานชิงเหอจอมทุเรศนี้วางแผนไว้หมดแล้วล่ะสิ ถึงมาไล่จีบเธอน่ะ

เจ้ากระต่ายขาวตัวน้อยรู้สึกขยะแขยงมากขึ้นที่สุด หัวใจราวกับจมดิ่งลงไปในทะเลลึกล้ำเกินหยั่ง เธอโกรธสุดๆจนพูดไม่ออก ได้แต่ตัวสั่น จ้องคนตรงหน้าอย่างเกลียดชัง อัปลักษณ์ อัปลักษณ์เกินไปแล้ว การมองคนแบบนี้นี่เสียลูกตาเปล่าๆจริงๆ

นั่วนั่วหลับตา ก่อนหันไปตะโกนเสียงดังลั่น “รปภ.คะ รปภ.! อันธพาลนี่ลวนลามฉัน!!”

……………

ท้ายที่สุด หรานชิงเหอหน้าขาวซีดขณะที่ถูก รปภ. “เชิญ” ออกไป

นั่วนั่วนั่งลงแบบหดหู่ตอนที่มะหม้าแบกข้าวของกลับมา ตามเธอกลับบ้านแบบใจลอย ขากลับนั้นนั่วนั่วครุ่นคิดวิตกจนทนไม่ไหวถามเสียงค่อย “มะหม้าคะ บริษัทที่รวยมากๆ จะกล้าเหยียบย่ำ บริษัทอื่นในวงการเดียวกันไหม”

มะหม้าซูที่ชอปปิ้งอย่างเป็นบ้าเป็นหลังไม่จริงจังกับคำถามลูกสาวเท่าไหร่ คิดว่าถามเรื่องละครหรือนิยาย โบกมือไปมา “ใครจะไปรู้ล่ะ ผู้หญิงแก่ๆอย่างฉันจะไปรู้อะไร ถ้าถามว่ามันฝรั่งกิโลนึงราคาเท่าไร น่าจะรู้เรื่องมากกว่า”

นั่วนั่วเงยหน้ามองฟ้า พึมพำกับตัวอย่าง “จริงด้วย บอสใหญ่เซียวเก่งออกจะตาย จะเป็นอะไร——”

คำพูดนั้นพูดไม่จบ มะหม้าซูที่ตรวจสอบสมบัติ ยิ้มก่อนพูดต่อ “ที่จริง ละครโทรทัศน์ก็แบบนั้นแหละ คนรวยๆทรงอำนาจแบบนั้น จะทำอะไรชั่วๆไม่สำเร็จเลยเหรอไง”

พอเธอได้ยิน ใจนั่วนั่วที่สงบลงแล้วกลับเต้นตึกตัก ภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมอง

คืนนั้นที่โรงแรม บอสใหญ่เซียวเหนื่อยจนหลับไปทั้งๆที่ถือเอกสารอยู่ จนเธออยากจะเอาออกไปเก็บให้ แต่จู่ๆบอสใหญ่เซียวก็ลืมตาขึ้น คว้ามือเธอแน่นจนเจ็บไปหมด

นั่วนั่วกุมข้อมือ เหมือนว่ายังเจ็บอยู่ รุนแรง กระวนกระวายอย่างยิ่ง เอกสารแบบไหนกันนะ พักนี้บอสใหญ่เซียวก็ยุ่งสุดๆ บินไปโน้นไปนี่ ทุกครั้งที่เธอถามว่าทำไมเขายุ่งแบบนี้ เขาก็ยิ้มตอบแบบไม่พูดอะไร คำตอบรุ่นพี่เองก็กำกวมสุดๆเหมือนกัน

คงไม่ใช่ว่า… …

เรื่องที่หรานชิงเหอเป็นความจริงหรอกนะ อวี่ชวีลงมือแล้ว

carrot line

[1] คนเขียนเล่นคำพ้องเสียงค่ะ: “ vs 幸福 .  幸福 หมายถึงความสุข ขณะที่ หมายถึงความสัมพันธ์ทางเพศ

[2] 包公 (เปากง) หรือท่านเปาบุ้นจิ้นที่คนไทยรู้จักกันดีนั่นเอง