หลงเสียงคุณเข้าเต็มเปา 32

หลงเสียงคุณเข้าเต็มเปา 32 – เนื้อตุ๋นในถ้วย 2
“สถานีถัดไป…”
เสียงผู้หญิงที่ประกาศชื่อสถานีต่อไปเป็นภาษาจีนกลางดังขึ้นในรถไฟ
มีคนเดินออกไปและคนเดินเข้าไป สถานีที่เป็นจุดเปลี่ยนและขึ้นชื่อว่าคนพลุ่กพล่านและเบียดเสียดมาก แค่เสี้ยววินาที รถไฟก็อัดแน่นด้วยผู้คน โชคดีจริงๆที่เธอยืนอยู่ตรงมุม และมีโม่ชิงเฉิงบังด้านนอกให้เธอเลยไม่ต้องห่วงว่าจะถูกกระแทกหรือเบียดกับคนอื่น
แต่ก็อดสงสารเขาไม่ได้…
พอเธอเห็นจำนวนคนด้านหลังเขา เธอก็ดึงชายเสื้อเขาแบบขอโทษ เงยหน้าขึ้นมองเขา “ก้าวเข้ามาอีกนิดสิคะ…” พูดจบ เธอก็พยายามหดตัวเข้ามุมอีกหน่อย
ดูเหมือนว่าโม่ชิงเฉิงอยากกันที่ไว้ให้เธอ แต่คนด้านหลังนั้นดันเข้ามาชิดเขาเลยต้องขยับมาใกล้เธอมากขึ้นอีก
เสียงของจินนั้นยังดังอยู่ในหู…
คนตัวเป็นๆนั้นอยู่ใกล้นิดเดียว…
กู่เชิงหายใจออกเบาๆ “อีกสี่สถานี…”
“อืมม์”
T.T……
ไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว…
เธอนึกเรื่องที่กลุ่มสาวๆในห้องเดียวกันคุยกันตอนดึกๆ ตอนมหาวิทยาลัยปีสองขึ้นมาได้ ตอนที่สาวอีกสองคนในห้องเริ่มเดท คนหนึ่งบอกว่าเธอชอบผู้ชายคนนี้เพราะเธอเห็นเขากัดหลอดตอนดื่มน้ำอัดลม กัดปลายปากกาตอนกำลังทำการบ้าน และก็กัดปากขวดตอนดื่มน้ำ ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ เธอรู้สึกว่ามันน่ารักมากจนทำให้ใจสั่นไหว… สามคนที่เหลือได้แต่ถอนหายใจเพราะว่าเป็นเหตุผลในการคบกันที่ฟังดูติ๊งต๊องมาก…
แต่ตอนนี้น่ะเหรอ…
เธอเป็นคนรักเสียงมาโดยตลอด และเชื่อว่า แฟนในอนาคตของเธอต้องมีเสียงไพเราะ และออกเสียงภาษาจีนกลางได้ถูกต้อง แต่…เธอ…กำลังจะคบ…กับใครสักคน…เพราะเหตุผลแบบนี้จริงๆน่ะเหรอ
น่า…ทึ่ง…มาก
ผ่านไปสองชั่วโมงแล้วหลังจากที่เขาขอเธอเป็นแฟน
แฟน…แฟนสาวของเชียงชิงจื่อ…
ริมฝีปากกู่เชิงโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มแบบไม่รู้ตัว ดวงตาเธอมองไปเบื้องหน้า ผ่านใต้วงแขนไปยังซิปกระเป๋าเป้ของคนด้านหลังเขา… แค่ไม่ต้องมองเขาก็พอ และทำให้เขารู้สึกว่าเธอไม่ได้มองเขาอยู่
แต่ภาพโดยรอบ เธอก็ไปกะเกณฑ์อะไรไม่ได้เลยนี่สิ
T.T…
หนึ่งสถานี…สองสถานี… คนเข้ามาในรถไฟมากขึ้นเรื่อยๆ โม่ชิงเฉิงโดนเบียดมากขึ้นเรื่อยๆจนเขาต้องใช้ข้อศอกเพื่อยันรอบๆตัวเธอแทนมือ ดังนั้น…เขาเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นอีกแล้ว
ผิวเขา…ดีมากเลย…
T.T…… แม้เธอจะไม่อยากมอง ก็ห้ามไม่ได้
“อีกเดี๋ยวพอถึง เธอลงรถแล้วตรงไปเลยนะ เดินไปทางประตูทางออกสองแค่ห้านาทีก็ถึงมหาลัยแล้ว”
“อืมม์” เธอรู้เรื่องนี้ดี เธออยู่มหาลัยนี้มามากกว่าสามปีแล้วนะ…
“ถ้ามีคนแปลกหน้ามาคุยด้วย ก็ไม่ต้องไปสนใจนะ”
“อืมม์” T.T … เขาทำเหมือนเธอเป็นเด็กๆงั้นแหละ …
“ฉันคงไปส่งเธอที่มหาลัยต่อไม่ได้ ฉันต้องรีบข้ามไปอีกด้านกลับเลยน่ะ”
“อืมม์…”
“เธอจะโกรธหรือเปล่า”
“หือ?” เธอเงยหน้าขึ้น เกือบกระแทกจมูกเขา เธอถอยหลังไม่ได้จึงได้แต่เบิกตากว้างมองตาคู่นั้นตรงหน้าเธอ — ดวงตาที่แสนงดงามจนทำให้ใครต่อใครอิจฉา ริษยา และเกลียดได้ — ก่อนตอบ “ไม่โกรธหรอกค่ะ ทำไมฉันต้องโกรธด้วยล่ะ… คุณต้องไปงานทางการนิน่า ถ้าคุณไปสายคงจะไม่ดีเท่าไร ที่จริงคุณไม่ต้องมาส่งฉันก็ได้ ฉันกลับเองได้ค่ะ”
พอรถไฟใกล้สถานี พวกเขาก็เบียดคนออกมาตรงประตู ขณะที่เขาพยายามใช้ตัวกันเธอไว้จากฝูงคน
ทั้งคู่เหมือนเข้าสู่โหมดต่อสู้ทันทีระหว่างที่พยายามออกจากรถไฟ พอรถไฟเคลื่อนออกไป โดยรอบนั้นก็เงียบลงมาก กู่เชิงกอดเสื้อขนเป็ดไว้ในอ้อมแขน บอกลาเขา ก่อนรีบขึ้นบันไดเลื่อนจากไป
บันไดเลื่อนขึ้นช้าๆ ขณะที่โถวไผก้าวเข้าไปในรถไฟมุ่งหน้ากลับ
เฮ้อ…
ในที่สุด…ก็ถึงมหาลัยเสียที
เธอหันไปมองรถไฟเป็นครั้งสุดท้าย ควักบัตรโดยสารออกมาจากกระเป๋า เธอยังรู้สึกเหมือนลอยได้ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ที่จริงเธอไม่ได้คิดอะไรเลยนั่นแหละ
ในหอพักนั้นมีเธอคนเดียว
เธอเหลือบมองเวลา อีกครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาแข่ง เธอเปิด YY ก่อนเข้าสู่ห้องแข่งขัน ก่อนที่จะได้ยินพิธีกรเปิดเพลงที่อัดไว้แล้ว อีกครึ่งชั่วโมง แต่ในห้องมีคนออนไลน์มากกว่าหมื่นห้าพันคน เยี่ยมไปเลย… เธอหยิบหนังสือจากชั้นก่อนเปิดอ่านผ่านๆ
เสียงและสีหน้าของโม่ชิงเฉิงอยู่ดีๆก็ผุดขึ้นมาในสมอง
ฉันชอบเธอมากนะ
เป็นแฟนฉันได้ไหม
แล้วถ้าพวกเราเหมาะสมกันล่ะ
ถ้าไม่มีการเริ่มต้น เราก็ไม่รู้ตอนจบสิ ใช่ไหม?
……
……
ไม่ดีเลย เธอไม่มีสมาธิอ่านหนังสือสักนิด T.T……
โชคดีจริงๆ การแข่งขันกำลังจะเริ่มแล้ว
ขณะที่เธอกำลังจะหาชื่อเชียงชิงจื่อนั่นเอง หน้าต่างคุยส่วนตัวก็เด้งขึ้นมา
เชียงชิงจือ: ถึงบ้านแบบไม่มีปัญหา
กู่เชิง: (⊙v⊙) อืม.
เชียงชิงจือ: เล่นคนเดียวไปก่อนนะ ฉันต้องเริ่มแล้วล่ะ
กู่เชิง: อืมม์
เธอพบว่าเธอติดโถวไผมา และได้แต่ “อืมม์” ตอบเขาจนเป็นนิสัย… แต่กรณีของโถวไผนั้น เพราะเขาพึ่งตื่นนอน และใช้ “อืมม์” ตอบคำถามอย่างเป็นธรรมชาติ แต่สำหรับเธอ…เพราะเธอไม่รู้จะพูดอะไรดีน่ะสิ
“เอาล่ะทุกคน ขอเริ่มต้นด้วยการแนะนำกรรมการสี่ท่านของวันนี้” เสียงพิธีกรสาวดังขึ้นผ่านหูฟัง “พวกเขาคือ นักออกแบบวีดีโอ อาจารย์เฉินหมิง นักออกแบบเสียง อาจารย์จ้าวเทียนอี้ นักแสดงเสียง อาจารย์จางเสี่ยวโอว และนักแสดงเสียง อาจารย์เชียงชิงจือ.[1]
พอชื่อของเชียงชิงจือถูกประกาศ ก็มีคนจำนวนมากที่ตื่นเต้นขึ้นมาทันที …
แฟนคลับขาประจำของเขานั้นอยู่ในสภาวะเรียบร้อยดูดีมาก กู่เชิงเปิดรายชื่อคนออนไลน์ด้านซ้ายมือ จำนวนคร่าวๆนั้น…มากกว่าหนึ่งพันคน แอดมินระดับสูงสิบคนพยายามควบคุมแฟนคลับอย่างเข้มงวด
*เอาหน้าซุกมือ* …
นี่คือเสน่ห์ของเขา เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ แฟนคลับเขานั้นไม่เคยทำให้เขาหรือตัวเองขายหน้าโดยการฟลัดหน้าจอหรือวิจารณ์คนอื่นเสียๆหายๆ ……
เธอเริ่มรู้สึกภูมิใจแบบไม่มีเหตุผล…
แต่พวกเขาไม่สามารถควบคุมแฟนคลับขาจรที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มแฟนคลับทางการได้ คุณก็ต้องปล่อยให้คนตื่นเต้นบ้างเนอะ T.T……
นี่เป็นงานที่น่าประทับใจงานหนึ่ง และพิธีกรสาวก็สามารถควบคุมการดำเนินรายการได้อย่างดี ใช้บรรยากาศตื่นเต้นเพื่อแนะนำการแข่งขันช่วงแรก “เอาล่ะ ตอนนี้พวกเราจะเริ่มการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันคนแรกขึ้นไมค์เลยค่ะ ––”
ไม่รู้ทำไม กู่เชิงอดมองไอดีเชียงชิงจือไม่ได้
เธอก็นั่งอยู่ตรงนั้นในฐานะผู้ชม ฟังผู้เข้าแข่งขันคนแล้วคนเล่าถ่ายทอดบทที่ระบุไว้ รวมไปถึงบทที่พวกเขาเลือกเอง มีเสียงที่ฟังออกว่าตื่นเต้นสุดๆ และก็มีเสียงที่ฟังดูมั่นใจ เย่อหยิ่ง… สนุกจริงๆที่ได้ฟังพวกเขา
จู่ๆก็มีคนเอ่ยชื่อเธอในห้อง:
“ฉันเห็นเชิงเชิงม่านด้วย…” “ไหน ไหน” “เธออยู่จริงๆด้วยแหละ นายหญิงน้อยมาจริงๆด้วย อ๊ายๆๆๆๆ……”
เธอแน่นหน้าอก
แค่เสี้ยววินาทีแห่งความสับสน มีข้อความส่วนตัวจากคนแปลกหน้าเด้งขึ้นมา: นายหญิงต้าเหริน รีบออกจากห้องสิ เปลี่ยนไอดีแล้วค่อยเข้ามาใหม่ …”
คำหนึ่งบรรทัดที่เพิ่งกระโดดขึ้นมาบนหน้าจอนั้นเป็นคำเตือนที่สายเกินไป เสียงแจ้งเตือนถี่ๆดังขึ้นผ่านหูฟังราวกับพายุบ้าคลั่งโหมกระหน่ำ ไม่ได้เว่อร์นะ แต่เป็นพายุคำขอเป็นเพื่อนที่บ้าคลั่ง…… จนคอมเธอ…ค้างสนิท…ภายในพริบตา …
T.T… คอมค้างสนิท…
เธออยากออกจากห้อง YY แค่นั้นเธอยังทำไม่ได้เลย ได้แต่รีตาร์ทเครื่องใหม่เท่านั้น
ไม่นะ ไม่นะ ฟลัดห้องซะขนาดนี้…เธอต้องหาเรื่องมาให้โถวไผแน่ๆ… เธอรู้สึกประหม่าจนอยากจะบ้า ได้แต่นับเวลารอให้คอมรีตาร์ทเสร็จ แล้วก็รีบเปลี่ยนไอดีสำรองเข้าห้อง YY ใหม่อีกรอบ
โชคดีที่เจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ได้เรียบร้อยแล้ว
และการที่ไอดีหลักเธอออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สถานการณ์ฟลัดนั้นไม่แย่เกินรับมือ
ด้วยความรู้สึกผิดอย่างยิ่ง เธอส่งข้อความส่วนตัวไปหาโถวไผ
เชิงเชิงม่าน: ฉันอ่อนประสบการณ์สุดๆ….ลืมเปลี่ยนไอดีอ่ะ … T.T
นี่เป็นผลกระทบของโถวไผรู้ไหม…
เธอเคยใช้ไอดีหลักเข้าห้องโน้นห้องนี้ได้สบาย แบบไม่มีใครสนใจสักนิด …
เชียงชิงจือ: *ลูบๆ* ใจเย็นๆ
……
……
T.T ใจเย็นได้ที่ไหน … หัวใจเธอเหมือนจะหลุดออกมาจากอกเพราะความกลัวแล้วนะ …
แล้วก็…
คำไม่กี่คำของเขา …
ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังละลายล่ะเนี่ย …
เธอวางมือบนคีย์บอร์ดกำลังจะพิมพ์ตอบ ตอนที่พิธีกรเอ่ยขึ้น :
“ขอเชิญอาจารย์เชียงชิงจือแสดงความคิดเห็นต่อผู้เข้าแข่งขันด้วยค่ะ”
นิ้วที่รัวคีย์บอร์ดของกู่เชิงนั้นชะงักลงทันที
เสียงนิ่งๆชัดเจนก็ดังขึ้นเข้ามาในหูฟัง ไม่เหมือนกับการโต้ตอบภายในบรรยากาศเฮฮาในสมาคมของเขา หรือสไตล์อ่อนโยนห่วงหาที่เขาใช้ตอนงานอีเวนท์ YY แต่ก็เป็นเสียงของเขา ที่สามารถขโมยหัวใจสาวๆในพริบตาที่เขาเอ่ยปากพูด แต่ตอนนี้ทุกคนสามารถสัมผัสได้ถึงความเป็นมืออาชีพ :
“นี่เป็นรอบแรกของการแข่งขันในคืนนี้ มีหลายคนที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ผ่านเสียงได้อย่างดี มีความตึงเครียดที่ส่งผลให้คำในบทนั้นดีขึ้น แล้วทำไมถึงไม่มีการให้คะแนนสูงๆเลยล่ะ พวกเรากรรมการมีความเห็นเหมือนกัน ถึงแม้เสียงพวกคุณจะดีมาก แต่การใช้บทและการถ่ายทอดบทนั้นยังไม่ลึกพอ” เขาหยุดนิดหนึ่ง “ผมจะอธิบายยังไงดี การแข่งขันคืนนี้จัดขึ้นเพื่อการพากษ์บทตัวละครในวีดีโอเกมส์ ตัวละครนี้มีความรู้สึก ที่มา และ ประสบการณ์ในการเติบโตของตนเอง เวลาเขาพูด เพราะว่าเขามีบุคลิกลักษณะของตัวเอง จึงมีกระบวนความคิดของตัวเองด้วย มีกระทั่งเป้าหมายในการพูด
“ใช่ พวกเราอาจจะไม่ได้ให้ข้อมูลพวกนี้ไปด้วย แต่นี่จะทำให้พวกคุณใช้แนวทางของตัวเองในการแสดงได้ ยกตัวอย่าง…” เชียงชิงจืออธิบายพร้อมรอยยิ้มในน้ำเสียง “ตัวอย่างเล็กๆจากผม ตัวละครนี้มีบทที่พูดว่า ‘เมื่อข้าเห็นเจ้าคุกเข่าในท้องพระโรงแล้วไซร้ ข้ารู้สึกว่า ชาติก่อนนั้นข้าขี้ขลาดอย่างยิ่ง’ มีผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งที่ถ่ายทอดบทแบบนี้ – –”
กู่เชิงฟังอย่างตั้งใจ
จุดนี้ก็มีความเงียบไปหนึ่งวินาที
และก็ได้ยินเชียงชิงจือเลียนแบบผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่ง โทนเสียงนั้นเหงาหงอยและสิ้นหวัง เขาพูดบทที่เสริมแต่ง “เมื่อข้าเห็นเจ้าคุกเข่าในห้องโถงใหญ่แล้วไซร้ ข้ารู้สึกว่า ชาติก่อนนั้นข้าขี้ขลาดอย่างยิ่ง” คำสุดท้ายนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าศร้อยและเน้นคำนั้นอย่างชัดเจน
เหมือนเป๊ะ!
เธอฟังผู้เข้าแข่งขันคนนี้ถ่ายทอดบท และถึงแม้มีข้อแตกต่างเล็กน้อย แต่โทนเสียง อารมณ์ ช่วงหยุด และทุกอย่างนั้นเหมือนต้นฉบับสุดๆ …
เชียงชิงจือกลับมาใช้เสียงปกติ “มันเศร้า เศร้าจริงๆนั่นแหละ…แต่ความรู้สึกนั้นมากเกินไป จะเห็นได้ว่าคุณพยายามใช้อารมณ์ที่เพิ่มลงไปในสคริปเพื่อเข้าถึงคนฟัง แต่สิ่งที่ขาดนั้นคืออารมณ์ที่สามารถจับใจพวกเรา กรรมการ — นั่นก็คือ ความรู้สึกของตัวละคร เชื่อผมเถอะ คนปกติไม่ได้พูดเหมือนกำลังเล่นละครหรอก”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“ประโยคนี้ ทุกคนสามารถใช้แนวทางของตัวเองในการวิเคราะห์ได้ คุณจะเลือกใช้โทนเสียงแบบประชดประชันตัวเอง เหมือนเกลียดตัวเองมานานแล้วก็ได้”
เขาใช้น้ำเสียงประชดตัวเองพูดบทอีกครั้ง เสียงนั้นราบเรียบแต่เท่ห์และเฉยเมย เสียงเขาแสดงถึงภาพผู้ชายที่อ้างว้าง พ่ายแพ้ ยืนพิงกำแพงในโบสถ์ ภาพของการเยาะเย้ยของตัวเองที่แสนเย็นชา คุณสามารถเห็นแววตาและสีหน้าของเขา ที่แสดงถึงการหมดหวังต่อตนเองและอนาคต…”
เขากระแอมก่อนพูดอีกครั้ง
“คุณจะเลือกให้ตัวละครรู้สึกผิดต่อดีต แต่ยังมีความหวังเหลืออยู่ก็ได้”
เขาพูดบทเดิมซ้ำ แต่ครั้งนี้ เต็มไปด้วยอารมณ์
ภาพที่ปรากฏขึ้นนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชายร่างสูงยืนอยู่ตรงหน้าหญิงที่แสนรัก มองตาเธออย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่น…บอกเธอว่าเขารู้สึกผิดเพียงไหน…และความแน่วแน่ในแววตาที่สัญญาเรื่องอนาคตที่เขาจะมอบให้เธอ
T.T……
แล้วเขาก็พิสูจน์ตัวเองว่าคู่ควรเป็น…คนที่เธอชอบ คนที่เธอชอบมาโดยตลอด… เชียงชิงจือ.
ครั้งนี้ คนที่ฟลัดหน้าจอไม่ใช่แค่แฟนคลับเขาแล้ว คนเป็นหมื่นๆคนเหมือนกับระเบิดลง
“นี่คือสิ่งที่พวกเราเรียกว่ามืออาชีพ กรี๊ด ……” “กรรมการที่แสนใจดี กรรมการใจดีจริงๆ (⊙o⊙)……” “ต้าเหริน คุณใจดีกับผู้เข้าแข่งขันคนหลังๆมากเกินไปแล้ว อ๊ายๆๆ ! โค้ชให้ตรงนี้เลยอ่ะ อ๊ายๆๆๆ คนแข่งรอบแรกนี่น่าสงสารชะมัด อ๊ายๆๆๆ ” “โถวไผ ต้าเหริน คุณน่าดึงดูด เกินไปแล้ว !!!! เมื่อบุปผาเช่นคุณเบ่งบาน บุปผาร้อยพันดอกต้องร่วงโรย [2] อ๊ายๆๆๆ!!!!”
……
……
……
……
กู่เชิงนั้นทึ่งและนับถือเขาสุดๆ
โถวไผเริ่มสรุปความคิดเห็น เขาก็หัวเราะน้อยๆ ใช้เสียงทุ้มต่ำมีเอกลักษณ์พูด:
“ที่พวกเราไม่ได้ให้ประวัติของตัวละครเพราะพวกเราอยากให้ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนนำเสนอวิธีตีความของตัวเอง ไม่มีการตีความแบบไหนผิด แค่ทำให้พวกเรารู้สึกร่วมไปกับคุณก็พอ”
 
note-line-purple
[1] คนที่มีประสบการณ์น้อยกว่า หรือคนธรรมดา มักจะเรียก คนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งว่าอาจารย์ 老师 เสมอๆ เป็นการให้เกียรติค่ะ
[2] 花开后百花杀. มาจากบทกวีในราชวงศ์ถัง 《不第后赋菊 》“Failing the Imperial Examination, then a Poem for the Chrysanthemum” ‘สอบจอหงวนตก แล้วเขียนบทกวีชมดอกเบญจมาศ’ ประพันธ์โดย Huang Chao 黄巢. หวงเชา
โดยบาทนี้เอ่ยว่า เมื่อเบญจมาศบานสะพรั่ง ดอกไม้อื่นๆต้องร่วงโรยเพราะความงาม ยูสเซอร์คนนี้ใน YY ใช้บทกวีนี้มาเปรียบเปรยว่า ความสามารถของโถวไผนั้นโดดเด่นกว่าคนอื่นๆนั่นเองค่ะ

หลงเสียงคุณเข้าเต็มเปา 31

หลงเสียงคุณเข้าเต็มเปา 31 – เนื้อตุ๋นในถ้วย 1
“โม่ชิงเฉิง นายทำอะไรเธอน่ะ” มีร่างหนึ่งพิงทางเข้าห้องครัวอยู่ เฟิงหย๋าซ่งที่มาเร่งพวกเขาให้ทำอาหารเร็วๆนั่นเอง เขามักจะใช้คำพูดจู่โจมแบบไม่ยั้งด้วยน้ำเสียงแบบขุนนางหนุ่มของเขา และตอนนี้เขาถือโอกาสนี้ มองสำรวจกู่เชิงกับโถวไผตั้งแต่หัวจรดเท้า “ดูเชิงเชิงสิ หน้าแดงกว่าพวกผ้าพันคอแดงอีก [ผู้บุกเบิกรุ่นเยาว์แห่งประเทศจีน] [Young Pioneers of China][1].”
น้ำซอสนั้นเสร็จเรียบร้อย แล้วก็ถูกเทราดบนปลาพร้อมกับต้นหอม
กลิ่นนั้นหอมฟุ้งไปทั่ว
โถวไผหยิบจานปลา ก่อนเหลือบมองเฟิงหย๋าซ่ง ซึ่งเก็บสีหน้าล้อเลียน ยอมจำนน เข้ามาในห้องครัว รับปลาไปตั้งโต๊ะแต่โดยดี ถ้าทำให้เชฟโถวไผโกรธ ก็อดกินของอร่อยน่ะสิ …
หลังจากเฟิงหย๋าซ่งถอยทัพไป ห้องครัวก็ยังมีเสียงวืดๆของพัดลมดูดอากาศ ที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนโดนดูดวิญญาณไปด้วย เธอได้ยินตัวเองเอ่ย “ฉันออกไปก่อนนะคะ ฉันเหมือนไม่มีประโยชน์เท่าไรเลย…”
โม่ชิงเฉิงพูดอะไรน่ะเหรอ
ไม่รู้สิ
เธอเดินกลับมาข้างนอก
ภายในห้องอาหารเยื้องๆกับห้องนั่งเล่น ทุกคนนั่งลงรอบโต๊ะ ประดับด้วยรอยยิ้มสอดรู้สอดเห็นขณะที่ขยับหาที่ให้กู่เชิง เพราะเสียงอุทานของเฟิงหย๋าซ่งตรงประตูห้องครัว ทุกคนต่างก็วาดภาพในหัว แต่คอนเซปต์หลักนั้นเหมือนกันหมด: โถวไผ…ต้องทำอะไรซนๆแน่ๆ
แล้วเรื่องซนๆที่เขาทำได้มันคืออะไรล่ะ
สายตาทุกคนจ้องอยู่ที่กู่เชิง ด้านซ้ายนั้นเป็นเจ๋อเม่ยที่กำลังดื่มเบียร ด้านขวานั้นเป็นโต้วปิงที่ถือตะเกียบกำลังชิมกับข้าว นางเอกของเรื่องถูกสองคนนี้ปกป้องอย่างใกล้ชิด ไม่ให้มีโอกาสล้อเธอ นางเอกของเรานั้นตั้งหน้าตั้งตาดื่มน้ำส้มไม่หยุด และทุกอึกนั้นเธอก็หน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ …
โถวไผนั้นทำกับข้าวเร็วมาก
ประสิทธิภาพนั้นแทบไม่แตกต่างอะไรกับหัวหน้าเชฟในโรงแรมเลยแม้แต่น้อย อาหารจานแล้วจานเล่าถูกนำออกมา: กระเพาะหมูผักพริกไทยดำ ซุปไก่ ถั่วยัดไส้กุ้ง มะเขือพันชั้น ก๋วยเตี๋ยวแกงกะหรี่เนื้อ หอยลายผัดถั่วดำ ซี่โครงอ่อนผัดพริกไทยดำ “ไข่มุก”ผัดหอย…และจานสุดท้าย…เยียนตู่เซี่ยน … T.T… นี่มันเหมือนบันทึกเรื่องที่พวกเขาพบและรู้จักกันแบบกินได้นี่น่า …
เธอเคยลองทำอย่างสองอย่าง ถึงแม้จะไม่ได้ถึงขั้นแย่ แต่ก็ไม่ได้ดูน่ากินขนาดนี้ เธอยังไม่ได้ชิมก็พนันได้เลยว่าต้องอร่อยสุดๆเลย
“อลังการงานสร้างสุดๆ” ดวงตาของ Wwwwk เบิกกว้างจนเกือบถลนออกมา “แค่น้ำแกงก็มีตั้งสองอย่าง”
เธอจิบน้ำ มองอาหารเต็มโต๊ะแบบเหม่อๆ
โต้วโต้วโต้วปิงคิดว่าเธอกลัวถูกทุกคนแซวอีก กระแอมถาม “เชิงเชิง เธอเข้าวงการดนตรีโบราณมาได้ยังไงน่ะ” “ฉันเหรอคะ” กู่เชิงเบนความสนใจมาจากอาหาร “ที่จริง…ตอนแรกฉันโดนเพื่อนร่วมห้องบังคับให้เรียบเรียงเพลงใหม่ให้น่ะค่ะ ก็เลยรู้จักวงการนี้…”
“เธอเรียบเรียงดนตรีเป็นด้วยเหรอเนี่ย” โต้วโต้วโต้วปิงทึ่ง “งั้นเธอต้องแต่งเพลงเป็นด้วยสิ”
“ฉันเคยแต่งสองสามเพลงค่ะ แต่คนร้องก็ไม่ได้ดังอะไรเท่าไรหรอกค่ะ”
นัยน์ตาโต้วโต้วโต้วปิงเป็นประกายอย่างตื่นเต้น เธออยู่ทั้งวงการเพลงโบราณและนักแสดงเสียง จึงรู้ว่าคนที่สามารถแต่งและเรียบเรียงดนตรีได้นั้น…มีค่าแค่ไหน “แล้วเธอก็เป็นนักร้องด้วย? … เชิงเชิง ฉันไม่เคยรู้เลยว่าเธอเก่งขนาดนี้ มิน่าโถวไผถึงชอบเธอมาก T.T …”
เฟยเฉาเองก็มีสีหน้าอึ้งเช่นกัน “วงการเพลงโบราณนี้ คนที่แต่งและเรียบเรียงเพลงได้นี่ จะเดินอีท่าไหนก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรหรอก เชิงเชิง สมาคมดนตรีเล็กๆหลายแห่งไม่มีแม้แต่คนแต่งเพลงสักคน ประธานสมาคมเธอนี่โชคดีจริงๆ ฉันตัดสินใจแล้ว เชิงเชิง เข้าสมาคมฉันเถอะ”
ใครบางคนพยายามหลอกล่อเชิงเชิงอย่างสุดความสามารถตอนที่โม่ชิงเฉิงจัดการล้างอุปกรณ์ทำอาหารเสร็จและเดินออกมาจากห้องครัว
แค่ม้วนแขนเสื้อลง เขาก็แปลงร่างจากเชฟกลายเป็นโถวไผต้าเหรินผู้แสนนุ่มนวลสง่างาม เขาดูไม่แปลกใจสักนิดเรื่องความสามารถในการแต่งเพลงและเรียบเรียงของเชิงเชิง… ที่จริงเขาก็ไม่ควรแปลกใจหรอก กู่เชิงเคยบอกเขาว่าอยากเรียบเรียงเพลงให้เขานิน่า…
เขานั่งลงข้างๆกู่เชิง
เครื่องดื่มตรงหน้าทุกคนนั้นหลากหลาย เบียร์ ไวน์ขาว และน้ำผลไม้ และตรงหน้าเขา…คือโยเกิร์ต…ช่างเป็นคนรักโยเกิร์ตจริงๆ…
กู่เชิงพบว่าเธออดสังเกตุทุกอากัปกริยาการเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้ ท่วงท่าที่เขาจับตะเกียบ แม้แต่การเคลื่อนไหวเล็กๆแบบนี้ ยังยิ่งใหญ่มากสำหรับเธอ โม่ชิงเฉิงใช้ตะเกียบ คีบเนื้อส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดข้างๆครีบ มาวางไว้ในชามกู่เชิงอย่างเป็นธรรมชาติ
“เธอบอกว่าหอมมากไม่ใช่เหรอ กินอีกสิ”
“อืมม์ ……” เธอหยิบชามขึ้นมาก่อนกินเงียบๆ โดยมีทุกสายตาจ้องมาที่เธอแบบไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อย
และแล้ว…เนื้อปลาอีกด้านก็ถูกหย่อนลงในชามเธอ
จริงสิ…เนื้อปลาสองส่วนที่ทุกคนเล็งตาเป็นมันถูกตักให้นายหญิง เหมือนว่าทุกคนจะกลัวว่าโถวไผจะยึดปลาทั้งตัวให้ภรรยา ทุกคนก็ยื่นตะเกียบออกไป ไม่นานนัก ปลาก็ถูกแบ่งกันเรียบร้อย
ได้โปรดเถอะ โถวไผต้าเหรินไม่ค่อยทำเมนูปลาหรอกนะ รู้ไหม…
ปลาของโถวไผต้าเหรินน่ะอร่อยสุดๆเลยนะ รู้ไหม…
ระหว่างที่ทุกคนกำลังแย่งปลากันอยู่นั้นเอง ตะเกียบของโถวไผก็ยื่นไปที่จานอื่นๆ สรุปสั้นๆก็คือ ส่วนที่ดีที่สุดของทุกจานนั้นถูกคีบมาให้กู่เชิงหมด
เธอที่เห็นอาหารจำนวนมากในชาม ก็เห็นว่าไม่ดีแล้ว ได้แต่ตั้งแต่ตั้งตากินอย่างเงียบๆ คนหนึ่งตั้งอกตั้งใจคีบอาหารให้เธอ ส่วนอีกคนก็ตั้งอกตั้งใจกิน ไม่ถึงสิบนาทีเธอก็รู้สึกอิ่มเสียแล้ว T.T……
ทุกคนที่เห็นโถวไผต้าเหรินเจอคนที่อยากอยู่ด้วยไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่แล้ว…ทุกคนก็เริ่มระลึกที่วันที่เพิ่งเข้าสู่วงการ แสนเศร้าและน่าหงุดหงิด โต้วโต้วโต้วปิงที่เคี้ยวหน่อไม้ไปด้วยถอนหายใจ “วงการเพลงโบราณนี่ดีที่สุดแล้ว แฟนคลับครึ่งหนึ่งนั้นเป็นผู้ชาย แฟนคลับของวงการนักแสดงเสียงน่ะมีแต่สาวๆ ไม่มีจุดยืนให้นักแสดงเสียงผู้หญิงสักนิด …” เธอมองมาทางเชิงเชิงด้วยรอยยิ้ม ก่อนเอ่ยต่อ “ถ้าฉันเป็นผู้ชายนี่คงตื้นตันสุดๆ หืมม์…พวกผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงนี้เนี่ย มีแฟนคลับเป็นหมื่นๆ แต่แฟนคลับพวกนี้จัดได้อยู่แค่สองประเภทหลักๆเท่านั้นแหละ ประเภทแรก แฟนคลับที่หวังให้ไอดอลชอบผู้ชายด้วยกัน และอีกประเภทคือ แฟนคลับที่หวังว่าไอดอลจะรักเธอ …”
กู่เชิงพึมพำ “อืมหืมม์” เป็นการตอบรับ นี่เป็นเรื่องปกติ …
ที่จริง…เธอไม่ได้อยู่ในนั้น เธอเป็นคนที่พอใจกับการได้ฟังเสียงอย่างเดียว
การที่ทุกอย่างนั้นกลายมาเป็นความสัมพันธ์แบบนี้ได้ก็นะ…
โชคดีจริงๆ คืนนั้นมีการแข่งขันพากษ์เสียงสำหรับวีดีโอเกมส์ และโม่ชิงเฉิงนั้นต้องเป็นกรรมการ เขาต้องพากู่เชิงกลับโรงเรียน และก็กลับบ้านมาออนไลน์ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป กู่เชิงยกธงขาวยอมแพ้ ถึงจุดที่ไม่สามารถกินต่อได้แม้แต่คำเดียว โม่ชิงเฉิงก็วางตะเกียบ ทั้งคู่ออกจากห้องไป
ชั่วโมงนี้เป็นเวลาที่การจราจรหนาแน่นที่สุด
กู่เชิงนั้นบอกว่าเธอกลับเองได้ แต่โม่ชิงเฉิงนั้นเดินนำไปทางสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดเสียแล้ว
เธอนับเวลาในใจ ทั้งหมดเจ็ดสถานี การเดินทางไปกลับมหาวิทยาลัยของเธอนั้นจะน่าใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ทันเวลาแข่งขันแบบเฉียดฉิว… เธอรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย ในสถานีนั้นค่อนข้างร้อน ทั้งคู่ต่างถือแจ็คเก็ตของตัวเองยืนรอรถไฟ ขบวนถัดไปนั้นต้องรออีก 2 นาที 48 วินาทีกว่าจะมาถึงสถานี
โม่ชิงเฉิงนั้นกำลังรับโทรศัพท์
สายตาเธอสอดส่ายไปก่อนจะหยุดลงที่ป้ายโฆษณาตรงราง
บังเอิญสุดๆ…เป็นป้ายโฆษณาเกมส์นั้น
“รีบหน่อยสิรีบหน่อย! ฉันต้องรีบกลับไปฟังการแข่งนะ…” ด้านหลังเธอ เด็กสาวนั้นเสียงตื่นเต้นสุดๆ
“ยังมีเวลาน่า ยังมีเวลาอยู่” เด็กสาวอีกคนพยายามปลอบคนแรก “ตัวละครคืนนี้ ไอดอลเธอไม่ได้สมัครไม่ใช่เหรอ ต้องอาทิตย์หน้านิน่า”
“อย่าบอกนะ…ว่า…เธอ…ไม่รู้…ว่า…ไอดอลของฉัน…เชียงชิงจื่อ…จะเป็นกรรมการ…คืนนี้น่ะ…”
*เหงื่อตก*……
เธอไม่กล้ามอง แต่เธอได้ยินว่าทุกคำที่เด็กสาวคนนั้นกัดฟันพูด …
T.T ……
เธอเหลือบมอบโถวไผ ที่พูด “อืมม์” อย่างสงบ ก่อนพูดใส่โทรศัพท์ “ตกลง ผมทราบแล้ว” แล้วก็อะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับการศึกษาเพิ่มเติม เธอไม่รู้ว่าเขาไม่เคยหรือเคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาจนชินแล้วกันแน่…ช่างเถอะ เธอไม่เคยเข้าใจความคิดของคนอย่างโถวไผที่ถูกยกระดับให้เป็นเทพเจ้าหรอก…
“โถวไผเป็นกรรมการเหรอ โถวไผน่ะเหรอเป็นกรรมการ อ๊ายๆๆๆๆๆ ทำไมเธอไม่บอกฉันเร็วกว่านี้นะ ถ้าเธอบอกฉันก่อน ฉันคงไม่ไปต่อแถวรอซื้อลูกชิ้นแกงกะหรี่ตั้งสิบนาทีหรอก”
……
แฟนคลับเต็มตัว …
ข้างๆเด็กสาวทั้งสองนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับวงการบันเทิงออนไลน์เท่าไร เมื่อเธอเห็นทั้งคู่คุยกันเรื่อง -โถวไผ- อย่างกระตือรือร้นสุดๆ เธอก็อดสงสัยจนถามไม่ได้ ทันใดนั้นเอง เธอก็กลายเป็นเป้าหมายในการล้างสมองเพื่อเข้าสู่ลัทธิทันที หัวข้อในการสนทนานั้นก็วนเวียนอยู่กับเรื่องของโถวไผต้าเหรินผู้งดงามเหนือใคร ที่มีแฟนคลับมากกว่าแสนคน แต่ก็ทำตัวติดดิน ไม่มีอะไรเสียหายเลยแม้แต่น้อยนิด…
……
กู่เชิงได้แต่นับถอยหลังรอรถไฟขบวนถัดไป ใช้เวลาอีกยี่สิบวินาที
ทำไมเธอรู้สึกอยากปกป้องโถวไผขึ้นมาได้นะ แม้จะรู้สึกผิดนิดๆเธอได้แต่ภาวนาให้เวลาเคลื่อนไปไวๆเพื่อจะได้ขึ้นรถไฟเสียที มีแสงไฟสว่างฉายมาจากรางอีกด้าน รถไฟมาถึงแล้ว
“เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงชอบโถวไผ ตั้งแต่แรกเลย ฉันเป็นแฟนคลับรุ่นเก๋าเลยล่ะ เก่าแก่ยิ่งกว่าวัตถุโบราณเสียอีก ฉันรักเขาตั้งแต่เขาพากษ์ จิน อิชิมารุ[2]แล้ว เธอต้องกลับไปฟังให้ได้เลยนะ ฉันสาบานได้ ถ้าเธอได้ยินเสียงเขาตอนนั้น เธอกลายเป็นแฟนคลับเขาเต็มตัวเลย บทนั้นทำฉันร้องไห้เลยล่ะ …”
(⊙o⊙)……
บังเอิญจริงๆ
ฉันก็ด้วย…
ประตูรถไฟใต้ดินเลื่อนเปิด คนไม่เยอะเท่าไร มีที่พอให้เด็กสาวทั้งสองและพวกเขาเบียดเข้าไปได้ โม่ชิงเฉิงคุยโทรศัพท์จบแล้ว เขาพากู่เชิงไปตรงมุม ที่รถไฟสองคันเชื่อมต่อกัน ก่อนเอาตัวบังเธอไว้อย่างปกป้อง เขาตัวสูง ยืนอยู่ข้างนอกใช้ร่างกายบังทุกคนที่เข้ามากระแทกพวกเขา
แต่…ท่านี้…-มือเขากดไปกับกำแพง แขนสองข้างอยู่ข้างๆตัวเอง ปกป้องเธอไว้ตรงหน้าร่างเขา – มัน…
มันเป็นท่าที่เธอไม่รู้จะขยับไปไหนดี
“เมื่อไหร่ที่เธอได้ยินเสียงฉันครั้งแรกกัน” โม่ชิงเฉิงลดเสียงลง ให้อยู่ในระดับที่คนสองคนจะพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวได้
เขาได้ยินเรื่องที่พวกนั้นคุยกันด้วยเหรอ
(⊙o⊙)…… แล้วเขาก็ดูเฉยๆมากเลย …… ผู้เชี่ยวชาญในวงการชัดๆ
“จิน อิชิมารุ” เธอตอบเบาๆ รู้สึกอายนิดๆ “ตอนที่คุณพากษ์บทจิน อิชิมารุ”
“เขา…” โม่ชิงเฉิงหัวเราะ “เธอเคยสังเกตุหรือเปล่าว่าทั้งชื่อเจ๋อเม่ยซายี่กับชื่อฉันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาน่ะ ‘เจ๋อเม่ยซายี่’ เป็นชื่อท่าที่ใช้ในการต่อสู่ ส่วนเชียงชิงจื่อ [3]’ น่ะเป็นชื่อสีของชุดกัปตันที่อิชิมารุ จินสวม ”
……
……
แน่นอนว่าเธอรู้…
“เชียงชิงจื่อ” เป็นชื่อสีด้านในเสื้อของจิน อิชิมารุ……
และทั้งเจ๋อเม่ยและเชียงชิงจื่อเคยพากษ์เสียงให้ตัวละครตัวนี้มาก่อน คนหนึ่งเคยพากษ์ให้ภาคแรกๆ ส่วนอีกคนพากษ์ภาคหลัง…
ข้อนี้เคยถูกแฟนคลับขุดมาพูดถึงมาไม่กี่รู้กี่ครั้ง แต่การที่ได้ยินคนที่ถูกพูดถึงมาอธิบายให้เธอฟังด้วยตัวเองหลังจากนั้นหลายปีนี่ก็เป็นอะไรที่มีความสุขสุดๆ
อนิเมะญี่ปุ่นสุดโปรด
ตัวละครสุดโปรด
และนักพากษ์คนโปรด ช่างสมบูรณ์แบบสุดๆ
รถไฟประกาศสถานีต่อไป แต่เธอเริ่มคิดถึงฉากในอนิเมะ ตอนที่จิน อิชิมารุกำลังอำลาคนรัก รันจิคุ ที่รู้ว่าเขาต้องปลอมตัวและต้องพบกับสถานการณ์อันตราย …… ด้วยน้ำเสียงสบายๆ และอ่อนโยนอย่างยิ่ง เขาเอ่ยประโยคหนึ่ง
กู่เชิงหายใจออกเบาๆ “ประโยคโปรดของฉันคือตอนที่จินกำลังบอกลา ประโยคที่เขาพูดกับรันริคุ – …”
เธอพูดไม่ทันจบก่อนที่โม่ชิงเฉิงพูดต่ออย่างเป็นธรรมชาติ “ลาก่อน รันริคุ…ฉันขอโทษ”
เขาไม่ต้องใช้เวลาเตรียมตัวอะไรเลยแม้แต่น้อย
เสียงเขานั้นแสนสมบูรณ์แบบ และสามารถสื่อถึงอารมณ์ให้ผู้ฟังได้…
ตอนนั้น เธอสวมหูฟัง ดูฉากนี้ซ้ำแล้วซ้ำแล้วเป็นสิบๆหน ฟังเสียงเชียงชิงจื่อที่ไร้ที่ติ…และตอนนี้ ตรงหน้าเธอ ข้างๆหูเธอ เสียงนี้…กำลังทวนชั่วเวลานั้น…สำหรับเธอเท่านั้น…
มีความสุขสุดๆ…
มีความสุขสุดๆจนเธอตายตรงนี้ได้เลย T.T …
note-line-pink
[1] 红领巾. ผู้บุกเบิกรุ่นเยาว์ของประเทศจีน เป็นองค์กรสำหรับเด็กที่อายุระหว่างหกถึงสิบสี่ปี โดยมีเครื่องแบบคือผ้าพันคอสีแดง จึงมักจะถูกเรียกว่า “ผ้าพันคอแดง”
[2] ตัวละครจากอนิเมะเรื่อง Bleach.
[3] 锖青磁. เชียงชิงจื่อนั้นเป็นสีเฉพาะค่ะ 锖 “qiang” เชียงเป็นสีของธาตุชนิดหนึ่ง , 青 “qing” ชิง เป็นสีเขียวอมฟ้า 磁 “ci” จือ แปลว่ามีความสามารถเป็นแม่เหล็ก ดังนั้นรวมกันก็เป็นสีเขียวอมฟ้า หรือเทอร์คอยซ์ มันๆวาวๆแบบโลหะของธาตุชนิดหนึ่งนั่นเอง

หลงเสียงคุณเข้าเต็มเปา 30

บทที่ 30 – ปลาราดพริก (8)
เธอกับโถวไผตกลงว่าจะเจอกันตอนห้าโมงเย็น
ในที่สุดเธอก็มาถึงที่อยู่ที่เขาให้ไว้ ขณะที่กำลังจะกดโทรศัพท์หาโถวไผนั้นเอง ก็มีคนที่พักอยู่เปิดประตูนิรภัยออกมาจากด้านใน กู่เชิงคิดอยู่ชั่วครู่ เก็บโทรศัพท์ ก่อนแทรกตัวเข้าไปก่อนที่ประตูจะปิดลง
การที่เธอขึ้นไปข้างบนเองนี่…ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน เธออยู่ข้างล่างแล้ว ทำไมต้องวุ่นวายให้ใครมารับเธอด้วยล่ะ T.T.
ลิฟท์หยุดลงที่ชั้น 24 ก่อนที่กู่เชิงจะก้าวเท้าเดินออกมา อาคารนั้นออกแบบมาดีมาก โดยที่มีแค่สองห้องย่อยเท่านั้น
เธอกวาดตามองตัวเลขที่ติดไว้ ประตูที่ถูกต้องอยู่ตรงหน้าแล้ว เธอหายใจเข้าออกอย่างเบาๆ พยายามจะไม่ตื่นเต้น
ทันใดนั้นเอง มีเสียงหัวเราะของคนจำนวนหนึ่งดังขึ้น…
เยี่ยม! วันนี้มีคนเพียบเลย
ทันทีที่เธอกดกริ่ง เธอก็ได้ยินเสียงใครสักคนร้อง “เจ๋อเม่ย เจ๋อเม่ย รีบไปเปิดประตูสิ” มีเสียงบ่นพึมพำของเจ๋อเม่ยดังชึ้ย และประตูก็เปิดออก เจ๋อเม่ยนั่นเอง
“มาเร็วเชียว” เจ๋อเม่ยซายี่ทำมือบอกว่ามีรองเท้าแตะอยู่ตรงด้านข้าง “พวกเราเล่นไพ่นกกระจอกกันอยู่ โม่ชิงเฉิงอยู่ในครัวกำลังทำอาหารเย็น ทำตัวตามสบายนะเชิงเชิง ฉันกำลังมือขึ้นเลย ไม่ว่างดูแลเธอหรอก”
กู่เชิงตอบด้วยหนึ่งคำ “อืม” และเจ๋อเม่ย ที่ไม่ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีเอาเสียเลย ก็เผ่นกลับไปที่ระเบียง นั่งลงตรงโต๊ะไพ่นกกระจอกเสียแล้ว
หลังจากเปลี่ยนมาสวมรองเท้าแตะ กู่เชิงมองสำรวจ ก่อนเห็นคนประมาณหกเจ็ดคนล้อมโต๊ะไพ่นกกระจอกอยู่ บางคนดูเคร่งเครียดกับเกมส์ ส่วนที่เหลือยืนดูรอบๆ พวกเขาหันมาทักกู่เชิงอย่างเร็วๆก่อนกลับไปสนใจเกมส์ต่อ
ทุกคนทำเหมือนเธอเป็นเพื่อนเก่า ทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ
แต่…ขณะที่เธอกำลังลังเลว่าเธอควรจะไปดูพวกเขาเล่นไพ่นกกระจอก หรือควรเข้าไปในครัวดี เธอเห็นคนคนหนึ่งเดินออกมาจากหน้าต่างกระจกในครัว
โม่เชิงเฉิงที่ถือปลาไว้ในมือขวา เดินมาข้างๆประตูเลื่อนในครัวก่อนเอ่ยทักทาย “ทำไมไม่โทรมาก่อนล่ะ”
แขนเสื้อเขาถูกม้วนขึ้นเหนือข้อศอก ทั้งสองมือนั้นเปียกชุ่ม และมีผ้ากันเปื้อนสีฟ้าผูกอยู่รอบเอว ทุกอย่างนั้นกำลังประกาศให้โลกรู้ว่า โถวไผต้าเหรินผู้งดงามเหนือใครนี้กำลังทำอาหารอยู่… กู่เชิงมองเขาแบบงงๆก่อนนึกขึ้นได้ว่า เขาเคยบอกว่าเขาชอบทำอาหาร “มีคนเปิดประตูพอดีตอนฉันมาถึงน่ะค่ะ เลยขึ้นมาเอง”
“แบบนี้ดีกว่าอยู่แล้วล่ะ” เฟิงหย๋าซ่งแทรกด้วยเสียงเบา เขาหาวหวอด
“ทำไมสุภาพจัง ไม่ต้องห่วงเรื่องมารยาทอะไรนักหรอก”
“ใช่ ถ้าเธอสุภาพมีมารยาทแบบนี้ทุกวัน พวกเธอจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยกันแบบไหนน่ะ” Wwwwk คว้ารีโมตมาปรับอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเล็กน้อย “เธอไม่ใช่คนนอกสักหน่อย”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังแหย่พวกเขาอย่างเมามันส์นั่นเอง โต้วโต้วโต้วปิงก็โผล่หน้ามาจากด้านหลังโถวไผ จิ้มไหล่เขา “โถวไผต้าเหริน เขยิบไปหน่อยสิคะ” โถวไผเบื่ยงตัวหลบเล็กน้อย ก่อนเธอจะเดินออกมาพร้อมกับจานที่ใส่สตอเบอรี่สีแดงสดที่เพิ่งล้างมาหมาดๆ เธอเคี้ยวตุ้ยๆระหว่างที่เดินทอดน่องมาตรงหน้าเชิงเชิง หยิบมาหนึ่งลูกก่อนหยิบมาจ่อตรงปากเธอ “หวานมากเลยล่ะ”
กู่เชิงที่รู้สึกอึดอัดกับการถูกแซวจึงถือโอกาสนี้ กัดสตอเบอรี่ แล้วก็ “อืมหืมม์”
หวานมาก
หวานสุดๆไปเลย…
โต้วโต้วโต้วปิงหัวเราะ “เธออยากดูพวกเราเล่นไพ่นกกระจอก หรืออยากดูโถวไผทำกับข้าวล่ะ”
“ฉัน…เอ้อ…จะไปช่วยเขา”
การล้อเลียนแบบนั้น เธอรับมือไม่ไหวแน่ๆ… เธอไปอยู่ในห้องครัวกับโถวไผดีกว่า
“อืมม์ ตามใจ” โต้วโต้วโต้วปิงยักไหล่ “แต่เขาเป็นเชฟที่ไม่ต้องการลูกมือเลยนะ”
กู่เชิงวางเป้ลงบนโซฟาในห้องรับแขกแบบเงียบๆ เห็นโถวไผยังยืนอยู่ตรงทางเข้าห้องครัว เธอก็ม้วนแขนเสื้อขึ้นก่อนเดินไปทางเขา “ฉันช่วยนะ”
เขามองเธอสองวินาทีก่อนหัวเราะน้อยๆ “ไม่ต้องหรอก”
“งั้นล้าง หรือหั่นผักล่ะคะ ฉันรู้วิธีอยู่หรอก” เธอใช้สายตาขอร้องเขา อยู่กับเขาในครัวดีกว่าเป็นเป้าสายตาของทุกคนบนระเบียงน่ะ…
โม่ชิงเฉิงมองเธออีกสองวินาทีก่อนเบนสายตาไปทางตู้เย็นในห้องรับแขก “เธออยากดื่มน้ำหรือเปล่า ฉันหิวน้ำนิดหน่อย หยิบน้ำส้มมาแบ่งกันไหม”
“โอเคค่ะ” เธอหันไป เดินไปเปิดตู้เย็น ก่อนหยิบกล่องน้ำส้ม จากด้านหลัง เธอได้ยินเสียงเฟิงหย๋าซ่งที่กระโดดเข้ามาแจม ร้องเรียก “เชิงเชิง พวกเราก็หิวน้ำเหมือนกัน”
“ในตู้เย็นมีน้ำส้มตั้งสี่กล่อง เดินมาหยิบเองสิ” โม่ชิงเฉิงปฏิเสธ เดินกลับไปที่ห้องครัว กู่เชิงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไร ก่อนตามเขาเข้าไปที่ห้องครัว
ห้องครัวนั้นกว้างมาก เหมือนถูกออกแบบมาสำหรับพวกชอบกิน
อุปกรณ์เครื่องใช้ทุกชนิดที่คนต้องการอยู่ในห้องนี้ ธีมสีในห้องนั้นเป็นสีขาวและส้ม ดูสดใสและอบอุ่นภายใต้แสงไฟ เธอหยิบแก้วน้ำมาสองใบจากตะแกรง เทน้ำส้มลงไปอย่างละครึ่งแก้ว ก่อนยกขึ้นจิบ
ความเย็น และเปรี้ยวๆหวานๆ นั้นแสนผ่อนคลาย
พอเธอจะส่งแก้วให้เขา ก็เห็นเขายืนอยู่ตรงอ่าง จัดการปลาต่อ ด้วยความชำนาญและและพิถีพิถัน… แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มือไม่ว่างรับแก้วเลยสิเนี่ย…
แต่…เขาบอกว่า…เขาหิวน้ำ…
เธอคิด มองใบหน้าด้านข้างของเขา ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนตัดสินใจหยิบแก้วและเดินไปตรงอ่าง ก่อนถามเสียงเบา “น้ำส้มหน่อยไหมคะ”
แค่ไม่กี่คำก็ทำให้เธอเขินสุดๆแล้ว
เธอกลัวว่าเขาจะตอบว่าไม่อยากทาน แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ว่าเขาจะตอบว่าเขาอยากทาน แล้วเธอก็ต้อง…
โม่ชิงเฉิงเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเธอ มองมาทางเธอ ก่อนเบี่ยงสายตาไปทางแก้ว ตอบง่ายๆ “อืมม์”
T.T……
ในมือถือแก้ว เธอเอนตัวเข้าหาเขาช้าๆ แตะแก้วกับริมฝีปากเขา ค่อยๆยกแก้ว ปล่อยให้น้ำส้มไหลเข้าปากเขาช้าๆ
เธอหายใจอย่างช้าๆ ……
พยายามฝืนตัวเองให้มองตรงแก้ว ไม่ใช่ใบหน้าที่อยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้วนี้
มือเธอรู้สึกเหมือนไม่มีแรง เธอต้องทำแก้วหล่นแน่ๆ
T.T……
“พอแล้วล่ะ ขอบคุณ”
เขาหยุดดื่ม ก่อนริมฝีปากจะขยับออกจากแก้ว
“ยินดีค่ะ”
กู่เชิงกุมแก้วด้วยสองมือก่อนวางบนเคาทเตอร์หินอ่อน
โถวไผเริ่มทำความสะอาดปลา ก่อนวางลงบนเขียงไม้ ทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น กู่เชิงรู้สึกไร้ประโยชน์สุดๆ จนขอแบบอายๆ “มอบหมายงานให้ฉันหน่อยสิคะ”
“เธออยากได้อะไรทำจริงๆน่ะเหรอ” โถวไผหัวเราะ พยางค์สุดท้ายนั้นแผ่วเบาและแสนดึงดูด
“อืมหืมม์”
ระหว่างที่เขาบั้งปลานั้นเอง เขาก็เริ่มสั่งงานให้คนข้างนอก
“เจ๋อเม่ย เก็บของเตรียมตั้งโต๊ะได้แล้ว จะเริ่มทำกับข้าวแล้ว”
เจ๋อเม่ยรับคำแข็งขัน
“ฉันจะสอนเธอทำกับข้าวแล้วกัน” เสียงของโม่ชิงเฉิงพูดอยู่ข้างๆเธอ “จานนี้ง่ายมาก: ปลาทอดกรอบรสเผ็ด”
“ค่ะ”
“บั้งปลาทั้งสองด้านแบบนี้” เขาจรดมีดลงกรีดช้าๆ เป็นเส้นทะแยงจากบนลงล่าง เนื้อปลาถูกกรีดแบบเป๊ะๆ และเนื้อก็ยังติดอยู่กับก้าง “แล้วก็ผสมไข่กับแป้งข้าวโพดที่เตรียมไว้แล้วเข้าด้วยกัน เติมเกลือเล็กน้อย แล้วก็ทาลงบนปลาให้ทั่ว”
ระหว่างพูด โม่ชิงเฉิงก็หยิบถ้วยใกล้ๆมือขึ้นมา ก่อนเริ่มใช้แปรงทาส่วนผสมลงบนปลา
เทคนิคของเขานั้นอ่อนโยนและละเอียดสุดๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสอนเธอแบบตัวต่อตัว ไม่ใช่แค่ใช้เสียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต… เสียงที่แสนไพเราะ อาหารที่ไม่มีที่ติ… และคนหล่อสุดๆที่ยืนอยู่ตรงหน้า กำลังสอนเธอ กู่เชิงรู้สึกว่า ถึงเธออยากจำว่าเขาพูดอะไรบ้าง คงจะยากมากๆ ……
เพราะว่าเขาอยู่ข้างๆเธอตรงนี้
“เดี๋ยวเราจะทอดปลาทั้งตัวด้วยน้ำมัน พอเป็นสีทองก็ยกขึ้นใส่จานได้” โม่ชิงเฉิงวางปลาไว้ข้างๆ ล้างเขียง ก่อนหยิบเห็ดกับกระหล่ำดอกที่ล้างแล้วมาเตรียม ระหว่างที่อธิบายวิธีทำปลาไปด้วย “ทิ้งน้ำมันไว้ในกระทะ เทขิงกับกระเทียมสับลงไป ผัดจนหอม ก่อนเติมน้ำซุป เกลือ น้ำตาล ซีอิ๊ว กับซอสพริก ลงไป ผัดจนเข้ากัน แล้วก็ราดลงไปบนปลาพร้อมต้นหอม
“อืมม์” เธอไม่แน่ใจว่าเธอจำได้หมด
“จำได้ไหม”
“อืม…น่าจะมั้ง”
โถวไผเริ่มเปิดเตา
เสียง “ฟุ๊บ” เปลวไฟเริ่มเต้นรำรอบๆหัวจุด
“ฉันเป็นหมอ เธอรู้ใช่ไหม” โม่ชิงเฉิงจู่ๆก็เปลี่ยนเรื่อง
“หือ?” กู่เชิงยังคิดเรื่องปลาอยู่ เลยตามไม่ทัน “ค่ะ…”
เธอพอจะเดาได้อยู่หรอกนะ
“พ่อกับแม่ฉันเองก็เป็นหมอทั้งคู่” เขาเทน้ำมันลงกระทะ รอมันร้อน “พวกเขายุ่งมาก ดังนั้นพวกเราไม่ค่อยมีโอกาสเจอกันบ่อย นี่เป็นเหตุผลที่ตอนฉันเบื่อเลยเริ่มไปเป็นนักแสดงเสียง”
“อ้อ” เธอเริ่มปรับตัวตามความคิดโถวไผ เริ่มย่อยสิ่งที่เหมือนการแนะนำตัว
ทำไมเธอถึงรู้สึกว่า เชิงเชิงม่าน [เสียงช้าๆลากยาว] มักจะช้ากว่าโถวไผครึ่งก้าวเสมอๆ โดยเฉพาะเวลาที่เธออยู่กับเขากันนะ
แต่…นี่มันมหัศจรรย์จริงๆ
โถวไผผู้แสนลึกลับในโลก 2-D อยู่ตรงนี้ ตรงหน้าเธอ ทำอาหารและพูดกับเธอไปด้วย และเรื่องที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องที่เธอเคยสงสัยมานานแสนนาน…
“ฉันไม่ใช่คนซับซ้อน เป็นคนง่ายๆด้วยซ้ำ” เขาค่อยๆเลื่อนปลาลงในกระทะ เริ่มทอด เสียงฉู่ฉี่ๆ และเสียงพัดลมดูดควันที่ดังหึ่งๆ ผสมผสานกันให้ทุกอย่างนั้นดูเป็นความจริงมากยิ่งขึ้น… กู่เชิงมองเขาทอดปลา ชื่นชมไปด้วยว่ามือเขาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วขนาดไหน
ไม่นานนัก เขาก็ปิดเตา
ปลานั้นถูกทอดจนเป็นสีทองสวยงาม วางลงบนจานกระเบื้องสีขาว
“แค่นี้เอง ถ้าปลาเป็นสีทองสวย แสดงว่าสุกได้ที่และกรอบแล้ว ถ้าเอาขึ้นจากน้ำมันช้าเกินไป จะสุกเกินไปและไหม้ได้”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าบอกว่าเธอจำคำพูดเขาใส่สมองเรียบร้อย
“เชิงเชิง” เขาเทน้ำมันเกือบทั้งหมดใส่ถ้วยสีขาว
“หืมม์” เธอตอบ ระหว่างนึกสูตรไปด้วย “ต้องผัดขิงกับกระเทียมแล้วใช่ไหมคะ”
เขาปิดพัดลมดูดอากาศ ห้องครัวนั้นจู่ๆก็เงียบสงบลง
“ฉันชอบเธอมากนะ”
ดวงตาเธอเบิกกว้าง ความคิดเธอยังอยู่กับสูตรอาหารอยู่
เขายิ้ม “เป็นแฟนฉันได้ไหม”
“…… พวกเราเพิ่งพบกันไม่กี่ครั้งเองนะคะ ……”
เชิงเชิงม่าน เธอจะช้าไปครึ่งจังหวะแบบนี้ตลอดไม่ได้นะ T.T……
“เรื่องแบบนี้ จำนวนครั้งที่พบกันไม่สำคัญสักนิด”
โม่ชิงเฉิงขัดข้อโต้แย้งเสียงเบา
“แล้วถ้า…พวกเราไม่เหมาะสมกันล่ะคะ”
“แล้วถ้า…พวกเราเหมาะสมกันล่ะ”
“……”
“ถ้าพวกเราไม่แม้แต่เริ่ม พวกเราจะรู้จุดสิ้นสุดได้ยังไงล่ะ”
“อืมหืมม์……”
……
……
……
……
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงคลิกเบาๆ โถวไผเปิดพัดลมดูดควันอีกครั้ง โยนขิงและกระเทียมสับลงไปในกระทะ เติมเครื่องปรุงลงไป…
ห้องครัวเต็มไปด้วยกลิ่นหอม “หอมไหม”
เสียงอ่อนโยนน่าหลงไหลนั้นเอ่ยถาม เขาจงใจลดเสียงลงเป็นเสียงที่ทรงเสน่ห์อย่างยิ่ง
เสียงที่เธอไม่อาจต่อต้าน นำเธอไปยังคำตอบ
“ค่ะ…”
“งั้นเดี๋ยวทานเยอะๆนะ”
“อืมม์”
แล้ว…การพูดคุยของพวกเขาก็…จบลงแบบนี้เอง? …
เหมือนว่าโถวไผรู้สึกว่าหัวข้อในการสนทนานั้นจบลงแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในอารมณ์ทำกับข้าวเต็มตัว แต่เธอ…รู้สึกร้อนไปทั้งตัว ไม่ต่างอะไรกับปลาที่พึ่งถูกทอดเสร็จเลย…ไม่ต่างกันสักนิดเดียว…

หลงเสียงคุณเข้าเต็มเปา 29

บทที่ 29 – ปลาราดพริก 7
ผมและเธอ…
ผมและเธอ…
……
แค่คำแนะนำของเขา เธอก็สติหลุดจนไม่รู้ว่าโถวไผร้องเพลงเป็นยังไง หรือการประสานเสียงของเธอน่ะเพอร์เฟคหรือไม่… โชคดีนะ โชคดีจริงๆที่ครั้งนี้ โถวไผปิดรับคอมเมนท์
ด้วยใบหน้าที่หันไปอีกข้าง เธอนอนคว่ำบนเตียงฟังเพลงอีกรอบ
เพราะว่าเธอถูกล้อมาทั้งวันแล้วละมั้ง…เธอเลยไม่อายแล้ว ตอนนี้เธอรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
เธอจ้องมือตัวเอง และเหมือนกับโดนมือที่มองไม่เห็นนำไป กดเปิดความคิดเห็น
จำนวนรีทวีตนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกวินาที แต่เฉพาะเพื่อนเท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ และพวกนั้นคือพวกที่อยู่ที่ห้องอัดเสียงวันนั้นนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นเฟิงหย๋าซ่ง โต้วโต้วโต้วปิง หรือ Wwwwk และเฟยเฉา พวกเขาต่างทิ้งข้อความไม่พอใจไว้: “เฮ้ แล้ว “ซางเยว่” ที่พวกเราตกลงกันไว้ล่ะ
ยกเว้นข้อความแปลกๆอันหนึ่งที่โดดเด่นสุดๆ
น่าแปลกใจจริงๆที่มันมาจากนักร้องที่ปลีกวิเวกไปนานแสนนานคนหนึ่ง —
หลิงหลงถีโถว: หือ? เสียงที่ประสานอยู่นั่น ใช่เชิงเชิงม่านหรือเปล่าน่ะ
เทพธิดาคนนี้ สำหรับแฟนคลับเพลงโบราณแล้วเป็นเสียงผู้หญิงอันดับหนึ่ง เสียงผู้หญิงที่แสนทรงพลังนั้น จำเสียงเธอได้ด้วยเหรอเนี่ย กู่เชิงอดช็อคไม่ได้ แต่พอนึกถึงเรื่องซุบซิบเมื่อเดือนก่อน…ทุกคนก็น่าจะเดาได้ว่าเสียงนั้นน่าจะเป็นใคร ระหว่างที่เธอกำลังหาเหตุผลดีๆ ก็มีคนตอบ หลิงหลงถีโถวแล้ว: อืมหืมม์ อืมหืมม์
เชิงเชิงนั่นแหละ แต่ “กรงน้อย” “เสี่ยวหลงจื้อ” [1], เธอไม่ได้เล่นเว่ยป๋อเลย แล้วเธอรู้เรื่องสาวน้อยคนดังในข่าวเดือนก่อนได้ไงกัน
หลิงหลงถีโถว: อืม ที่จริง…ฉันรู้จักเธอมานานแล้วนะ
และแล้ว…
ก็ไม่มีอะไรต่อจากนี้
ความเห็นของหลิงหลงถีโถวนั้นทำให้กู่เชิงรู้สึกไม่สบายใจเท่าไร หลิงหลงถีโถวอยู่ในวงการเพลงโบราณมาห้าหกปีแล้ว แต่กู่เชิงเพิ่งเข้ามาในวงการนี้ได้ไม่นานเท่าไร มันเริ่มจากการที่เพื่อนร่วมห้องขอให้เธอเรียบเรียงเพลงให้ เธอเลยเริ่มรู้จักวงการเพลงโบราณ เพราะว่าเธอยุ่งเรื่องเรียน เธอก็มักจะเรียบเรียงเพลงที่คนอื่นให้มา มีไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่เธอจะแต่งและเรียบเรียงเพลงเองทั้งหมด… เมื่อนานมาแล้ว ตอนที่เธอยังไม่ได้สมัครเว่ยป๋อด้วยซ้ำ ดังนั้นตอนที่นักร้องปล่อยเพลงออกมา ชื่อเธอก็จะอยู่ตรง “ประพันธ์โดย” และ “เรียบเรียงโดย” เสียมากกว่า หลังจากนั้น พอเธอเรียนปีสี่และเป็นหนึ่งในรายชื่อผู้ที่เรียนปริญญาโท เธอจึงมีเวลามากขึ้น และเข้าร่วมสมาพันธ์ดนตรีในฐานะนักร้อง …
ดังนั้น…เธอจึงไม่เคยมีชื่อเสียงมาก่อน เธอมีความสุขดีในบทบาทของคนธรรมดาๆ มีความสุขที่ได้เรียบเรียงทำนองและร้องเพลง
วงการบันเทิงออนไลน์ที่เป็นที่รู้จักกันนั้นมักจะประกอบด้วย การพากษ์เสียงออนไลน์ เพลงโบราณ ศิลปินและนักวาด นักเขียน และ คอสเพลย์ ส่วนใหญ่คนที่มีส่วนร่วมในโลกออนไลน์นั้นมักจะมีส่วนร่วมในหลายๆกลุ่ม เช่น โต้วโต้วโต้วปิงเป็นคนดังทั้งในการพากษ์เสียง และเพลงโบราณ ในขณะที่ หลงหลิงถีโถว นั้นอยู่ทั้งในโลกศิลปะ/นักวาด และเพลงโบราณ ….ไม่เหมือนเธอที่ร้องเพลงโบราณอย่างเดียว และเธอก็อดชื่นชมคนอย่าง หลิงหลงถีโถว ที่มีความสามารถหลากหลายไม่ได้
เธอจำได้ว่า…
ตอนที่โถวไผถามว่าเธออยากให้นักร้องคนไหนมาโคฟเวอร์เพลง
เธอบอกว่า หลิงหลงถีโถว
เธอจำได้อีกว่า…
ตอนนั้นโต้วโต้วโต้วปิงบอกว่า หลิงหลงถีโถว มีความรู้สึกพิเศษให้โถวไผ?
และทุกครั้งที่เธอปล่อยเพลงใหม่ เธอจะ @ เชียงชิงจือ …
เธอพลิกตัวนอนหงาย ชูโทรศัพท์ขึ้น ก่อนรู้สึกแปลกๆ สงสัยเล็กๆ ใคร่ครวญหน่อยๆ ผสมกับ…ความไม่สบายใจและความอึดอัด เธอรีเฟรชหน้าจอเว่ยป๋อของโถวไผอีกครั้ง และก็ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมจาก หลิงหลงถีโถว โถวไผปิดรับความเห็นจากคนที่ไม่ได้เป็นเพื่อน… ดังนั้นเธอคงเป็นเพื่อนคนหนึ่งของโถวไผสินะ
คนหนึ่งนั้นเป็นนักแสดงเสียงเชิงพาณิชย์ โถวไผ อีกฝ่ายนั้นเป็นนักร้องเพลงโบราณที่ถูกยกย่องให้เป็นเทพธิดา …
กู่เชิงมองมือถือ เธอคิดว่า เธอคิดมากเกินไปแล้ว ก่อนจะรีบออกจากเว่ยป๋อเขา และหายใจออกเบาๆ ท้องเธอร้องระหว่างที่เธอวิ่งไปที่ห้องครัว ทำข้าวโอ๊ต คว้าขนมปังไส้หมูหยองมาชิ้นหนึ่งก่อนตรงกลับห้อง เมื่อเธอเห็นการแจ้งเตือนว่ามีข้อความส่วนตัวในเว่ยป๋อ
เธอกดเปิด
มันมาจาก…หลิงหลงถีโถว: ขอโทษจริงๆที่ฉันรบกวนเธอแบบนี้ ฉันกำลังอยากออกอัลบั้มใหม่ เธอพอจะมีเวลาแต่งและเรียบเรียงเพลงให้ฉันหรือเปล่า
กู่เชิงที่กำลังฉีกห่อพลาสติกหุ้มขนมปัง ได้แต่ตะลึง
อัลบั้มเพลงเชิงพาณิชย์เนี่ยนะ? แต่งและเรียบเรียงเพลง?
เธอดังขนาดนี้เมื่อไรกันน่ะ ……
หรือว่า…จะเป็นเพราะโถวไผกันนะ ?
เธอเดาเหตุผลมั่วๆ พลางกัดขนมปังไปด้วย
ก่อนเธอจะมีโอกาสตอบกลับ หลิงหลงถีโถวเสริม: 2500 หยวนต่อเพลง นี่เป็นเรทที่ฉันเสนอให้ผู้ประพันธ์เพลงกับคนเรียบเรียงเพลงทุกคน เธอคิดว่ามันมากพอหรือเปล่า ?
……
……
กู่เชิงวางมือบนคีย์บอร์ด พิมพ์อย่างรวดเร็ว : ^^ ฉันดีใจมากๆเลยที่คุณให้ความสำคัญกับฉันขนาดนี้ …… แต่ฉันไม่ค่อยได้แต่งเพลง ส่วนใหญ่ฉันจะเรียบเรียงมากกว่า … ฉันเกรงว่าฉันจะไม่มีประสบการณ์มากพอค่ะ…
หลิงหลงถีโถว: ฉันเคยฟังหมดทุกเพลงแล้ว และก็ชอบมากๆด้วย
กู่เชิง: …… งั้นเอาแบบนี้ไหม คุณลองบอกมาว่าคุณชอบสไตล์แบบไหน ฉันจะลองไปคิดดูค่ะ ……
T.T ทำไมเธอรู้สึกเหมือนว่าเธอจะหยิ่งเกินไปล่ะเนี่ย ?
แต่ไม่ใช่แบบนั้นเลย นักแต่งเพลง นักเรียงเรียบ นักเขียนเนื้อ ดีไซน์เนอร์ ทุกคนที่ทำงานเบื้องหลังนั้นอยากร่วมงานกับนักร้องชื่อดังอยู่แล้ว เพราะว่าการที่งานของตนเองนั้นได้ถูกขับร้องโดยนักร้องที่ดีที่สุดนั้นมันช่างน่าปลื้มปีติอย่างยิ่ง… แต่เธอไม่ดีพอที่หลิงหลงถีโถวจะเชิญไปร่วมงานเป็นการส่วนตัวหรอก ยิ่งเป็นงานเชิงพาณิชย์ด้วย…
หลิงหลงถีโถว: จี้เยว่ฉา [จิบชาภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี] “Ji Ye Cha” [Tea Under a Clearing Night Sky] กับ “เฉียนเฉียน”[ความรุ่งเรือง] “Qian Qian” [Lush]. เธอเคยได้ยินหรือเปล่า
กู่เชิง: อืมหืมม์
ปลายสายนั้นเงียบ
กู่เชิงทบทวนคำขอ ครุ่นคิดว่าเธอมีความสามารถพอไหม
เธอยังคุยไม่จบตอนที่ เกิงเสี่ยวซิน ที่หายไปทั้งวันส่งข้อความส่วนตัวมา : ขอคุยด้วยเป็นทางการหน่อยสิ
กู่เชิงตอบเกิงเสี่ยวซิน: รอเดี๋ยวนะ
เธอสลับหน้าต่างไปที่ข้อความของ หลิงหลงถีโถว ก่อนเขียนคำตอบ: ฉันขอให้คำตอบพรุ่งนี้ได้ไหมคะ ^^
หลิงหลงถีโถว: ได้สิ
และ…การสนทนาของเธอกับหลิงหลงถีโถวก็จบลง
อีกด้านหนึ่ง เกิงเสี่ยวซินนั้นส่งคำถามมาเรียบร้อย : เธอคิดว่าไง ถ้าผู้หญิงกับผู้ชายรู้จักกันมาพักใหญ่แล้ว แต่ผู้ชายนั้นไม่เคยขอรูปหรือขอคุยวีดีโอกับผู้หญิงเลย …นั่นแปลว่าเขาไม่สนใจผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม…
กู่เชิง: …… ╮(╯▽╰)╭ ทำไมเธอไม่พูดมาตรงๆว่าเจ๋อเม่ยซายี่ยังไม่ขอให้เธอวีดีโอแชทกับเขาล่ะ …
เกิงเสี่ยวซิน: …… ไปลงนรกซะ ตอบคำถามมาซะดีๆ
กู่เชิง: ฉันว่า…มันไม่แปลกสักนิด …
เกิงเสี่ยวซิน: ทำไมล่ะ ไม่ใช่ว่าคนเดี๋ยวนี้จะแลกรูปกับวีดีโอแชทกันหลังจากพวกเขารู้จักกันงั้นเหรอ …
กู่เชิง: เธอกำลังพูดถึง วงการเสียงอยู่นะ ไม่มีใครสนใจรูปร่างหน้าตาภายนอกหรอก
เกิงเสี่ยวซิน: แล้วถ้าอีกฝ่ายหน้าตาอุบาทว์สุดๆล่ะ เธอจะทำยังไง
กู่เชิง: เจ๋อเม่ยต้าเหรินหล่ออยู่นะ … เธอเองก็หน้าตาดีเหมือนกัน …
เกิงเสี่ยวซิน: T.T ฉันยังคิดว่ามันแปลกๆอยู่ดีอ้ะ
กู่เชิง: ก็เหมือนนักเขียนกับนักวาดนั่นแหละ ที่เธอชอบพวกเขาไม่ใช่เพราะหน้าตาสักหน่อย ╮(╯▽╰)╭ นักแสดงเสียงกับนักร้องก็เริ่มต้นจากคนรักเสียงนั่นแหละ เมื่อเสียงของอีกฝ่ายนั้นถูกใจ และหน้าตาอีกฝ่ายไม่ได้แย่ขนาดเป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม นั่นก็พอแล้ว … มันไม่แปลกสักนิดถ้าจะคบกันสักครึ่งปีหรือหนึ่งปีแล้วยังไม่ได้เห็นรูปอีกฝ่ายน่ะ สำหรับพวกเขา การสื่อสารด้วยเสียงก็พอแล้ว นี่คือโลกของคนรักเสียง ^^
เกิงเสี่ยวซิน: อื้อ จริงด้วย …… ตั้งแต่ที่ฉันเริ่มรักการฟังเสียง ฉันรู้สึกว่าไม่ต้องเห็นหน้าอีกฝ่ายก็ได้ ที่จริง……ฉันแค่กลัวว่าเขาจะไม่ชอบหน้าฉันเท่านั้นเอง
กู่เชิงแซว: งั้นก็ส่งรูปให้เขาแล้วก็ถามสิ “ท่านอ๋องที่รัก คุณพอใจกับใบหน้าภรรยาที่แสนต่ำต้อยผู้นี้หรือไม่
เกิงเสี่ยวซินส่งอีโมติคอนพ่นเลือดออกจากปากกลับมา
กู่เชิงพิมพ์หน้ายิ้ม และปลอบ : ใบหน้าไม่สำคัญสักนิด สิ่งที่สำคัญคือ เสียงของเขาเพราะไหม เขาไม่ได้ชอบผู้ชาย และสิ่งที่สำคัญที่สุด… นิสัยและชื่อเสียงของเขาต่างหาก ฉันยืนยันกับเธอได้เลยว่า เจ๋อเม่ยซายี่ เป็นชายแท้ และชื่อเสียงในวงการบันเทิงนั้นดีมาก ดังนั้น *กำมือ* สู้สู้ๆ ลุยเลย !
เกิงเสี่ยวซิน: T.T ……
เกิงเสี่ยวซินเหมือนจะคิดตกแล้ว และไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม
กู่เชิงแทะขนมปังต่อ ก่อนซดข้าวโอ๊ต ร้อนจัง… เธอดื่มที่ละอึกๆ ความคิดล่องลอย ก่อนกลับมาที่คำเชิญของหลิงหลงถีโถว ที่ให้เธอแต่งเพลงและเรียบเรียงเพลงให้ แต่ก่อนที่เธอจะได้คิดต่อ เสียงโทรศัพท์จากโถวไผก็ดังขึ้น
โอ้ย…
เธอตื่นเต้นจนทำข้าวโอ๊ตลวกลิ้น
พอกู่เชิงรับโทรศัพท์ เธอก็ยังหายใจเข้าถี่ๆ ลดความเจ็บบนปลายลิ้น
ในสาย เธอได้ยินโถวไผเอ่ย สวัสดี เสียงเขานั้นค่อนข้างต่ำ
“ฟังจบหรือยัง”
“อืมม์ เพิ่งจบค่ะ…”
“ฉันลืมถามไป ดึกขนาดนี้แล้ว เธอยังไม่ได้กินอะไรอีกเหรอ”
เธอเอียงคอมองนาฬิกาบนกำแพง ดึกแล้วจริงด้วย สองทุ่มแล้ว …
“คืนนี้พ่อกับแม่ฉันไม่อยู่บ้าน…แต่พวกเขาทิ้งซาลาเปาไว้ให้”
“เธอกินหรือยัง”
“อืมหืมม์” เธอตอบตรงๆ
“ฉันเพิ่งเสร็จงาน” โม่ชิงเฉิงหัวเราะน้อยๆ “ที่จริงฉันอยากรอไปหาอะไรอร่อยๆกินกับเธอ ชดเชยให้กับตัวเองที่ต้องมาทำงานล่วงเวลาในวันวาเลนไทน์น่ะ” คำพูดเขาเรียบง่าย แต่ทำให้เธอรู้สึกผิดสุดๆ…
“ครั้งหน้า…”ความคิดเธอเหมือนล่องลอย ขณะที่ฟังเขาพูด “ครั้งหน้า…ฉันสัญญาว่าจะไปทานข้าวเย็นกับคุณค่ะ”
“พรุ่งนี้เป็นไง”
“พรุ่งนี้?”
( ⊙ o ⊙)……
โม่ชิงเฉิงเหมือนกำลังดื่มน้ำ เขาอธิบาย “ฉันจะไปสตูดิโออัดเสียงพรุ่งนี้บ่าย หลังจากนั้นฉันจะไปกินข้าวเย็นกับเฟิงหย๋าซ่งกับคนอื่นๆ เธอจะให้ฉันไปรับที่ไหนดี ?”
เฟิงหย๋าซ่งกับคนอื่นๆ?
ก็ไม่แย่นักหรอก…อย่างน้อยก็ไม่ใช่แค่พวกเขาสองคน แต่…สตูดิโออัดเสียงอยู่คนละทางกับบ้านเธอเลย ออกจะไกลไปหน่อยสำหรับเขาที่จะมารับเธอ เธอไปเองน่าจะประหยัดเวลามากกว่าเยอะ
“อื้อ… ส่งที่อยู่มาค่ะ เดี๋ยวฉันนั่งรถเมล์ไปเองดีกว่า น่าจะสะดวกกว่านะคะ” กู่เชิงเอื้อมมือคว้ากระดาษกับปากกาจากบนโต๊ะ
“ก็ได้ ฉันอาจจะออกจากสตูดิโอช้าหน่อย”
โม่ชิงเฉิงไม่อ้อมค้อม บอกที่อยู่ให้เธอ
เธอกำลังเขียนก่อนชะงัก
นี่มัน…ที่อยู่ที่บ้านนี่…
ไม่ใช่ร้านอาหารนิน่า ?!
“ที่อยู่ที่บ้านฉันเอง” โม่ชิงเฉิงฉีกห่อขนมอะไรสักอย่างก่อนเริ่มกิน คำพูดเขาอู้อี้เล็กๆด้วยอาหารเต็มปากขณะที่เขาอธิบาย “เจ๋อเม่ยกับฉันอยู่ด้วยกันน่ะ”
ขณะที่เขากิน เขามักจะพูดช้าๆ เหมือนกับแมวขี้เกียจที่กำลังเลียอุ้งเท้าขณะกำลังมองคุณไปด้วย และด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง มันทำให้หัวใจคุณรู้สึกเบ่งบาน
เดี๋ยวนะ ผิดแล้ว…
สาระสำคัญมันไม่ได้อยู่ตรงนี้นะ T.T, เชิงเชิงม่าน …
( ⊙ o ⊙)……
พรุ่งนี้เธอจะไปบ้านเขา…เพื่อไปทานข้าวเย็น นี่คือประเด็นสำคัญจากประเด็นสำคัญทั้งหมด
เธอแทบจะไม่เคยไปบ้านเพื่อนร่วมห้องเลย และทุกครั้งที่ไปเยี่ยมญาติที่บ้าน เธอมักจะรู้สึกประดักประเดิก ตอนนี้เธอกำลังจะไปบ้านผู้ชาย…ไม่ใช่สิ บ้านของผู้ชายสองคนแน่ะ กู่เชิงพยายามจินตนาการว่าห้องของผู้ชายจะเป็นแบบไหน และภาพที่ผุดขึ้นมาในสมองคือ ห้องของลูกพี่ลูกน้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์และวีดีโอเกมส์…
ห้องของโถวไผ…คงไม่เป็นแบบนั้นมั้ง
น่าจะมีอุปกรณ์อัดเสียงแบบมืออาชีพ…แล้วก็…อาหาร?
โยเกิร์ต? มันฝรั่งทอด?
เธอรู้สึกอายเมื่อคิดแบบนั้น ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่าตอนโถวไผกินโน้นกินนี่ ไม่ว่าจะตัวเป็นๆหรือผ่านโทรศัพท์เหมือนตอนนี้หรือจะผ่านหูฟังก็ตาม เขาน่ารัก…และ…น่า…เอ็นดูสุดๆ
*เอามือปิดหน้า* คิดอะไรแปลกๆเนี่ย T.T……
“ตกลงนะ?” โม่ชิงเฉิงยืนยันกับเธอ
“อืมม์….” ระหว่างที่เธอจ้องคำที่ประกอบกันเป็นที่อยู่ คำที่ประกอบกันเป็นที่อยู่บ้านของโถวไผและเจ๋อเม่ยซายี่ เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
note-line-pink
[1] 小笼子 “Xiao Long Zi.” เสี่ยวหลงจื้อ แปลตรงตัวว่ากรงน้อย เป็นคำล้อชื่อของ หลิงหลงถีโถว โดย “หลง” ที่แปลว่ากรง ออกเสียงเหมือน “หลง” ในชื่อเธอ

เพลงบทที่ 28 ตำนานมัจฉา

ตำนานมัจฉา ที่โถวไผร้องในวันวาเลนไทน์ค่ะ

The sounds of cicadas accompany the drifting clouds
จิ้งหรีดขับขานทำนองตามเมฆาลอยล่อง
回忆开始后安静遥望远方
As memories start to flood over me, I stare quietly off into the distance
ข้าเหม่อมองไปไกล ระลึกถึงความทรงจำวันก่อน
荒草覆没的古井枯塘
The old well and dried pond overgrown with weeds
ต้นหญ้าขึ้นปกคลุมบ่อน้ำเก่าแก่ที่แห้งเหือด
匀散一缕过往
Emit a hint of the past
ทำให้ข้าระลึกถึงอดีตกาล
[0:49] 晨曦惊扰了陌上新桑
The rays of dawn disturb the new mulberry tree that has grown on the path in the fields
ตะวันสาดแสงส่องต้นหม่อนที่เติบโตขึ้นตรงทางในทุ่งนา
风卷起庭前落花穿过回廊
The breeze swirls the fallen blossoms through the winding corridor
พระพายพัดพากลีบผกาโบยบินผ่านระเบียงคดเคี้ยว
浓墨追逐着情绪流淌
The ink follows my emotions as it flows off the brush
ปลายพู่กันตวัดหมึกตามความรู้สึกข้า
染我素衣白裳
And stains my white garments
และหยดลงเปื้อนชุดขาว
[1:07] 阳光微凉 琴弦微凉 风声疏狂 人间仓皇
The sunshine is cool. The strings of the qin are cool. The wind blows fiercely. This mortal world is in a flurry.
แสงสุริยาเย็นเยือก เช่นเดียวกับสายฉิน พายุพัดโหมกระหน่ำ โลกานี้อลหม่านวายวุ่น
呼吸微凉 心事微凉 流年匆忙 对错何妨
My breath is cool. The worries of my heart are cool. Time is hurrying by. Why be concerned with right and wrong?
ลมหายใจข้าเย็นเยือก เช่นเดียวกับความกังวลในใจนี้ เพลานั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไยต้องกังวลว่าสิ่งใดผิดหรือถูกด้วยหนา
[1:24] 你在尘世中辗转了千百年
You wandered this mortal world for hundreds and thousands of years
เจ้าท่องโลกามาหลายร้อยพันปี
却只让我看你最后一眼
Yet you only let me see you in that one final farewell
หากเจ้ายอมให้ข้าพบพานแค่อำลาครั้งสุดท้าย
火光描摹容颜燃尽了时间
As the light of the fire traced out your features and then burned itself out
แสงเพลิงวาดกรอบร่างเจ้าก่อนมอดไหม้ไป
别留我一人 孑然一身 凋零在梦境里面
Please don’t leave me by myself, alone in this world, to fade away inside a dream
(interlude)
ได้โปรดอย่าทิ้งข้าไว้เพียงผู้เดียวในโลกา เพื่อให้จางหายไปในความฝัน
[2:01] 萤火虫愿将夏夜遗忘
Fireflies are willing to forget summer nights
หิ่งห้อยยินยอมทอดทิ้งคืนคิมหันต์
如果终究要挥别这段时光
If truly, it’s time that I ought to say farewell to this period of my past
ข้าต้องอำลาคืนวันเหล่านี้แล้วไซร้
裙袂不经意沾了荷香
My sleeves were accidentally stained with the fragrance of the water lotus flower
แขนเสื้อข้าบังเอิญเปื้อนกลิ่นดอกบัว
从此坠入尘网
And from then, I fell into the entrapments of this mortal world
นับจากนั้น ข้าตกลงสู่กับดักแห่งโลกา
[2:18] 屐齿轻踩着烛焰摇晃
My shoes tread lightly and unsteadily on the candle flame’s shadow
เยื้องย่างแผ่วเบาไม่มั่นคงลงบนเงาจากแสงเทียน
所有喧嚣沉默都描在画上
All forms of noise, all forms of silence have been traced into the painting
เสียงและความเงียบงันถูกวาดลงบนภาพ
从惊蛰一路走到霜降
I continue my journey, from when the insects awake in spring all the way until the first frost descends
ข้าเริ่มต้นเดินทางนับแต่เหล่าแมลงตื่นในวสันต์จนถึงยามหิมะแรกโปรยปรายจากฟากฟ้า
泪水凝成诗行
My tears join together, like lines of poetry
น้ำตาข้าร้อยเรียงราวกับบทกวี
[2:35] 灯花微凉 笔锋微凉 难绘虚妄 难解惆怅
The burnt candlewick is cool. The tip of the writing brush is cool. So difficult to paint what is imaginary. So difficult to dispel melancholy.
ไส้เทียนเย็นเยือก เช่นเดียวกับปลายพู่กัน การวาดสิ่งที่ไม่มีจริงนั้นแสนยากลำบาก เช่นเดียวกับการลืมเลือนความโศกา
梦境微凉 情节微凉 迷离幻象 重叠忧伤
The scenes in my dreams are cool. The plots in them are cool. Those blurry illusions only cause grief upon grief.
ฉากในความฝันนั้นเย็นเยือก เช่นเดียวกับเรื่องราว ภาพมายาเลือนลางนั้นมีแต่นำมาซึ่งความระทม
[2:52] 原来诀别是因为深藏眷恋
It turns out our farewell was because of a deeply hidden love
ความรักลึกล้ำที่ซ่อนเร้นนำมาซึ่งการอำลานี้
你用轮回换我枕边月圆
You used your reincarnation as an exchange for me to rest with moonlight on my pillow
เจ้าใช้ชีวิตหน้าแลกเปลี่ยนให้ข้านิทราพร้อมจันทราเหนือเขนย
我愿记忆停止在枯瘦指尖
I wish my memories would stop at my gaunt fingertips
ข้าอยากให้ความทรงจำหยุดตรงที่ปลายนิ้วผอมแห้งนี้
随繁花褪色 尘埃散落 渐渐地渐渐搁浅
And fade away, like the colors of the formerly flourishing blossoms. The dust has settled. And gradually, so gradually, they will come to a halt.
และเลือนหายไปราวกับบุพผาที่เคยเบ่งบาน ฝุ่นควันนั้นค่อยๆสงบ และจะหยุดลงในไม่ช้า
[3:14] 多年之后 我又梦到那天
Many years later, I dreamed again of that day
หลายปีผ่านผัน ข้าฝันถึงวันนั้นอีกครา
画面遥远 恍惚细雨绵绵
That image seemed so distant, like looking through a continuous drizzle of rain
ภาพนั้นแสนไกล ราวกับมองผ่านฝนพรำ
[3:30] 如果来生太远寄不到诺言
If the next life seems too remote that one cannot entrust a promise to it
หากชีวิตหน้านั้นแสนไกลจนไม่อาจมอบสัญญา
不如学着放下许多执念
It would be better to let go of all those things that have been held stubbornly in the heart
จงปลดปล่อยทุกอย่างที่เก็บไว้ในฤทัยอย่างดื้อดึงเสียเถิดหนา
以这断句残篇向岁月吊唁
Use those fragments of verse and poetry as a way to mourn the passing of years
ใช้บทกวีและถ้อยคำถ่ายทอดเวลาที่ผ่านเลย
老去的当年 水色天边 有谁将悲欢收殓
Yesteryear’s scenes have grown old. Who can bury those old sorrows and joys?
ภาพกาลก่อนนั้นแสนเก่าแก่ ใครเล่าจะกลบฝังความโศกาและหรรษา
[3:50] 蝉声陪伴着行云流浪
The sounds of cicadas accompany the drifting clouds
จิ้งหรีดขับขานทำนองตามเมฆาลอยล่อง
回忆的远方
To those distant memories
ความทรงจำแสนเลือนลาง…

note-line-purple
[a] 扶桑. ในตำนาน ฟูซางเป็นชื่อเกาะลึกลับด้านตะวันออกของประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันวิเคราะห์กันว่าเป็นประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

 

note-line-purple

ประวัติความเป็นมา
ปีที่เก้าของจักรพรรดิหนิงหวู เหรินกวง มีบันทึกฉบับหนึ่ง “บันทึกเรื่องราวประหลาด”:
ศิลปินชาวฟูซางนามว่า เฉียนชื่อ อาศัยอยู่ในไทอัน โปรดปรานการวาดภาพมัจฉาอย่างยิ่ง
โดยมีสระบัวหน้าบ้าน ซึ่งมีปลาหนึ่งตัวว่ายไปมา และเขามักจะเล่นกับปลาตัวนี้อยู่บ่อยๆ
เกิดกบฏหวูเต๋อขึ้น เมืองพานเจิ้นแยกตัวออกเป็นอิสระ เกิดการสู้รบมากมาย สงครามคืบคลานมาถึงไทอัน ชาวบ้านต่างก็อพยพหนีสงคราม แต่ชื่อไม่หนี เพราะไม่อยากทิ้งปลาไว้
คืนนั้นบ้านเขาถูกไฟไหม้ มีสตรีนางหนึ่งบุกเข้ามาในไฟเพื่อมาช่วยเขา และบอกเขาว่านางคือปีศาจมัจฉา ตอนแรกนางจะฆ่าเขาแต่กลับมีใจให้เขาแทนเลยไม่สามารถฆ่าเขาได้ลง เช้าวันถัดมา ไฟมอดลง แต่สตรีนางนั้นหายไปแล้ว
ชื่อคิดว่าเขาฝันไป จึงวิ่งไปที่สระบัว พบว่าสระนั้นได้แห้งเหือด บัวนั้นแห้งเหี่ยว และมัจฉาตัวนั้นก็หายไป
เขาไม่ได้สังเกตุใบหน้าสตรีนางนั้นได้ชัดเจน อย่างเดียวที่เขาจดจำได้คือดอกบัวแสนงามบนชายเสื้อของนาง สีสันนั้นสดใสราวกับหยาดโลหิต
หลังจากนั้นเมื่อชิงเหยียนจูซือ (น่าจะเป็นพระหรือผู้ปฏิบัติธรรม) ได้ยินเรื่องนี้ก็ได้เพียงถอนหายใจและพูดว่า “เมื่อปีศาจหรือวิญญาณตกหลุมรัก วิญญาณนั้นมีเพียงทางเลือกเดียวคือแตกสลายราวกับฝุ่นควัน ไม่ต่างอะไรกับแมงเม่าที่บินเข้ากองไฟ ไม่ใช่ความโง่เขลา หากเป็นโชคชะตา…

หลงเสียงคุณเข้าเต็มเปา 28

บทที่ 28 – ปลาราดพริก 6
ตงยี่หรูเริงร่าสุดๆ เลื่อนคอมเมนท์มากมายให้เธออ่านอีก มีแต่ข้อความซ้ำๆ เนื้อหาเดิมๆ “หัวใจฉันแตกสลายแล้ว” ภายใต้รีโพสของมู่มู่ มีแต่คนในวงการที่เข้ามาตื้ออยากรู้ว่าผู้หญิงในรูปนั้นหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่
มู่มู่ตอบโพสคนหนึ่งที่มีตัว V สีเหลืองนำหน้า ที่ดูเหมือนเพื่อนสนิทเขาด้วยทีท่าจริงจัง: สวยมากเลย สเป็คฉันเลยล่ะ
และด้านล่างก็มีคอมเมนท์ที่มีเนื้อหาแบบนี้ “นี่จะบอกว่าใครบางคนอยากขโมยสาวคนอื่นหรืเปล่าน่ะ ( ⊙ o ⊙)?!”
คอมเมนท์นั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยสุดๆ…
……
……
“มู่มู่เป็นไอดอลเรื่องเลเยอร์ของฉันน่ะ ถ้าฉันไม่ได้ตามติดเรื่องเขาตลอดเวลา ฉันคงจะพลาดเรื่องนี้ไปแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ แค่เสี้ยววินาทีโพสก็โดนลบไปแล้ว…ไม่มีใครทันเซฟรูปหรอก…” ตงยี่หรูพูดพล่ามไม่หยุด…
กู่เชิงพูดอะไรไม่ออก
ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ
นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เธอคิดได้ตอนนี้
เธอทนอยู่ในร้านของชำต่อไม่ได้อีกแล้ว โชคดีจริงๆที่ตงยี่หรูยังต้องทำงานเลยไม่กล้าพูดอะไรมากเกินไป กู่เชิงหาข้ออ้างเผ่นกลับบ้านทันที พอเธอก้าวเท้าผ่านประตูเข้ามา เธอก็เห็นแม่กำลังล้างจานอยู่ แม่เธอที่หันมาเพราะได้ยินเสียงประตูหน้าเปิด “ทำไมจู่ๆถึงกลับบ้านล่ะ ลูกบอกว่าอาทิตย์นี้จะไม่กลับบ้านไม่ใช่เหรอไง แม่เลยไม่ได้เก็บข้าวเย็นไว้ให้”
“งื้อ…หนูไปบ้านเพื่อนมาค่ะ อยู่แถวนี้เอง เลยกลับมาบ้าน”
แม่ก็ไม่ได้พูดอะไร ชี้ไปที่ตู้เย็น “พ่อกับแม่ต้องไปดูแลคุณยายคืนนี้ ถ้าลูกหิวก็กินซาลาเปาในตู้เย็นไปละกัน”
เธอตอบ “อืมม์”
ดีจังที่ไม่มีคนอยู่บ้าน ดีจริงๆ ไม่งั้นถ้าเธอทำตัวแปลกๆตลอดคืน เธอคงโดนพ่อแม่สอบสวนแหงๆ เธอเดินเข้าห้องก่อนจับหน้าตัวเอง มันร้อน ร้อนมากๆ เธอคิดออกเลยว่ามันแดงแค่ไหน เธอโดนแซวแบบสุดๆ จนเละไปหมด ดังนั้นเธออดชื่นชมตัวเองว่าเก่งสุดๆที่สามารถลากตัวเองกลับบ้านได้เนี่ย T.T
โถวไผ…
เชียงชิงจื่อ…
โม่ชิงเฉิง…
สามชื่อนี้คือคนเดียวกัน และคนคนนี้คือเสียงที่เธอชอบตั้งแต่ตอนที่เธอเพิ่งเหยียบเท้าเข้าสู่วงการบันเทิงใหม่ๆ แต่ตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าเขาสามารถร้องเพลงได้ ตอนนั้นความคิดเดียวที่เธอมีคือ ถ้าเธอจะเรียบเรียงเพลง และเขียนเนื้อเรื่องกับบทสำหรับเพลงเนื้อเรื่องสักเพลง และถ้าโถวไผมาพูดบทสักสองสามประโยค เธอคงรู้สึกเหมือนถูกเติมเต็ม…
ตอนนั้น ความคิดเธอช่างเรียบง่าย
เธอเปลี่ยนชุดนอน ก่อนออกไปนั่งที่ระเบียงเล็กๆ มือเธอวางอยู่ตรงกู่เจิ้งโดยไม่รู้สึกตัว เสียงหัวใจเธอนั้นยังเต้นตึกตักๆ ช้าๆเร็วๆสลับกันแบบไม่เป็นจังหวะ…
เธอกับโถวไผ… พวกเขามาอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ได้ยังไงกัน… โถวไผจริงจังหรือเปล่า หรือว่านี่เป็นแค่การล้อเลียนแบบในโลกออนไลน์ แต่เขาขี้เกียจจะมาแก้ข่าว
เธอจำได้ว่า ตอนนั้นมีคนดังในวงการบันเทิงแอบเผยว่าเธอสนใจโถวไผ และก็มีข่าวลือรักๆใคร่ๆออกมา แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว โม่ชิงเฉิงนั้นเป็นคนที่ไม่ชอบเสนอความคิดเห็นหรืออธิบายอะไร เขาเป็นคนที่ตัดขาดออกจากโลก 2D โดยสิ้นเชิง ยกเว้นครั้งนี้ …
เธอยกมือจับหน้าตัวเองอีกครั้ง
ก็ยังร้อนสุดๆ T.T
อย่าบอกนะว่าคืนนี้ความคิดเธอจะล่องลอยเรื่อยเปื่อยไปมาแบบนี้ทั้งคืน…
เธอดีดโน๊ตบนกู่เจิ้งแบบไม่ทันคิด เสียง“แตร๊ง” ดังขึ้น จู่ๆอะไรบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในสมอง “ซางเยว่” …วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์
โถวไผบอกว่าเขาจะโพส “ซางเยว่” ตอนวันวาเลนไทน์นี่น่า ไม่นะ ไม่! ความคิดเห็นที่หลั่งไหลมาราวกับคลื่นซัดสาดนั้นน่ากลัวเกินไปแล้ว เธอยังไม่ทันคิดเลยว่าจะทำอะไรต่อดี… แต่ถ้าเธอทำตัวโดดเด่นแบบนี้ เธอคงใกล้บ้าแล้ว
เธอสูดหายใจลึก ก่อนลุกขึ้น และกลับไปที่เตียง นอนคว่ำจ้องมือถือ เมื่อต้องเลือกระหว่างกดโทร กับส่งข้อความ WeChat เธอตัดสินใจเลือกอย่างหลัง … แบบนี้เธอยังดูดีกว่านิดหน่อย
เธอคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนเริ่มพิมพ์ข้อความ: ยังยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ
ข้อความเสียงถูกตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
เสียงโม่ชิงเฉิงนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง: “รอเดี๋ยว ฉันเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ขอฉันใส่เสื้อผ้าก่อน”
……
……
สมองเธอวาดภาพตามทันที เสี้ยววินาทีถัดมา เธอก็ฝังหน้าอย่างบ้าคลั่งอยู่กับหมอน จินตนาการเตลิดเปิดเปิง… ไม่นานนักเธอก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ และก็ไม่ใช่เสียงเตือน WeChat ด้วย แต่เป็นเสียงริงโทนโทรเข้า กู่เชิงหันไปมองโทรศัพท์ด้านข้าง หน้าจอนั้นเขียนว่า โม่ชิงเฉิง เขาโทรมาจริงๆ ไม่ใช่ WeChat เป็นการโทรเข้า… กู่เชิงลังเลอยู่หลายวินาทีก่อนกดรับในที่สุด
“ทานข้าวเย็นหรือยัง” นี่เป็นประโยคแรกที่เขาเอ่ยกับเธอในการโทรคุยกันครั้งแรก
“ยังเลยค่ะ…”กู่เชิงตอบแบบไม่คิด
“ฉันยังอยู่ที่โรงพยาบาล มาทานข้าวเย็นด้วยกันไหม”
……
……
อ๊ายยย ใครก็ได้ช่วยมอบความกล้าให้ฉันที จะได้กล้าปฏิเสธโถวไผเป็นหนที่สองในรอบหนึ่งวันน่ะ
บรรยากาศแสนเงียบในห้องนั้นทำให้เธอได้ยินเสียงหายใจของโม่ชิงเฉิงดังผ่านโทรศัพท์… เธอจงใจเลี่ยงคำถามและเปลี่ยนมาคุยเรื่องที่สำคัญกว่าสำหรับเธอ “ฉันอยากคุยกับคุณ… เอ่อ ฉันอยากคุยกับคุณเรื่องเพลงที่เราอัดน่ะค่ะ…”
เสียงเขานั้นอ่อนโยนอย่างยิ่ง เขาเข้าใจทันทีว่าเธอคุยเรื่องอะไร “ซางเยว่น่ะเหรอ”
“อืมหืมม์… ซางเยว่นั่นแหละค่ะ”
“ทำไมเหรอ”
“ฉันอยากถามว่า…เพลงนั้น…เรา…จะโพสวันอื่นแทนได้ไหมคะ” ในฐานะนักร้อง เธอยอมไม่ได้ที่จะไม่ปล่อยเพลงที่เธอทุ่มเทหัวใจในการอัดสุดๆได้หรอก แต่ถ้าโพสวันนี้เนี่ย เธอคงไม่กล้าจะออนไลน์อีกแหงๆ T.T
“อืม ได้สิ”
……
……
เท่านั้นเอง?
ง่าย…สุดๆ
กู่เชิงรู้สึกค่อยยังชั่ว
“แต่พวกเราอาจจะต้องเปลี่ยนเพลงแทนนะ” โม่ชิงเฉิงเอ่ยกลั้วหัวเราะ “เพราะพวกเขารู้แล้วว่าวันนี้ฉันจะโพสอะไรสักอย่างเพื่อเป็นของขวัญให้พวกเขาน่ะ”
เธอเองก็รู้ “พวกเขา” ที่เขาพูดถึงคือเหล่าแฟนคลับนั่นเอง
ใช่ เขาสัญญาไว้แล้ว…จะกลับคำและไม่อัพเพลงอะไรเลยก็ไม่ดี กู่เชิงเองก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะเหมาะสมเท่าไร แต่ถ้า…เพลงนั้นถูกปล่อยออกมาวันนี้ เธอคงบ้าแน่ๆ จริงๆนะ บอกตรงๆเลย ว่าเธอคงบ้าแน่ๆ
“งั้นเอาแบบนี้ไหม มาร่วมมือกันอีกเพลงดีกว่า” โม่ชิงเฉิงเสนอทางออก “เธอมีเพลงอะไรที่เรียบเรียงไว้แล้วไหมล่ะ ส่งมาให้ฉันร้องสิ ดีไหม”
“…… โอเคค่ะ”
มันเหมือนเป็นทางออกเดียวตอนนี้
โถวไผไม่ใช่นักร้อง ถ้าเขาเป็นนักร้องคงมีเพลงตุนไว้ในคอมพิวเตอร์ไม่น้อย และคงไม่เจอเหตุการณ์ที่เขาอยากเปลี่ยนเพลงในวินาทีสุดท้ายแต่ไม่มีอะไรให้ใช้ได้
“เพลงใหม่ที่สุดในคอมฉันตอนนี้คือ… ‘จินหลี่จ้าว’ [ตำนานแห่งมัจฉา]” เธอรู้สึกอายนิดๆที่ต้องบอกเขาเรื่องนี้ เพราะว่าตอนนี้ ทั้งประเทศมีแต่คนโคฟเวอร์เพลงนี้เต็มไปหมด และการที่ให้โถวไผร้องเพลงนี้ มันดู…ไม่พิเศษพอสักนิด
“เยี่ยม คืนนี้มาผัดปลาดีกว่า [1].” เสียงเขาก้องขึ้นเล็กน้อย เหมือนว่าเขาจะไม่คิดอะไร “เธอร้องประสานนะ?”
“…… โอเคค่ะ.”
เธอรับปาก ลุกขึ้นจากเตียง ก่อนเปิดหาเพลง “ตำนานแห่งมัจฉา”ที่เธอเรียบเรียงไว้ ที่จริงเพราะทุกคนต่างก็ทำโคฟเวอร์เพลงนี้ เธอเลยตัดสินใจร่วมสนุกด้วย เอากู่เจิ้งมาเล่นทำนองหลัก ส่วนการประสานเสียง…เธอเคยลองแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง แค่คิดว่าต้องประสานเสียงกับโม่ชิงเฉิง เธอก็รู้สึกกดดันสุดๆแล้ว
กว่าเธอจะจัดการเรื่องเพลงเสร็จก็ประมาณครึ่งชั่วโมง
แม้เธอจะส่งไปแล้ว เธอก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่ดี…
จนกระทั่ง…
เขาส่งข้อความ WeChat มา “ฉันโพสแล้วนะ ไปฟังได้เลย”
เร็วมาก
เขาร้องรอบเดียวก็ผ่านเลยเหรอเนี่ย
……
เขาคือโถวไผ [เบอร์หนึ่ง ผู้ได้ที่รับความสนใจสุดๆ] จริงๆนั่นแหละ
เธอเปิดเว่ยป๋อของโถวไผ เพราะว่าเขายังอยู่ที่โรงพยาบาล หลังจากที่ได้รับดนตรี จึงใช้แค่แอพ จางป๋า Changba[2] อัดเพลงก่อนอัพขึ้นตรงๆ เป็นการทวีตเว่ยป๋อที่เรียบง่ายจริงๆ ไม่มีคำอธิบายใดๆ และไม่มีการ @ ใครด้วย
กู่เชิงโล่งอก เสียงประสานนั้น…ไม่น่าจะมีคนรู้ว่าเป็นเธอเนอะ
ถ้าเป็นแบบนั้นคงจะดีสุดๆเลย T.T
สามนาทีผ่านไป โพสนั้นถูกรีทวีตมากกว่าพันครั้ง
จู่ๆเธอก็ไม่กล้ากดลิงค์เพื่อฟังเพลง แต่ลึกๆแล้วเธออยากฟัง “ตำนานมัจฉา” เวอร์ชั่นโถวไผสุดๆ”
…… ท้ายที่สุด เธอก็รวบรวมความกล้าเปิดลิงค์
ขณะที่เธอกำลังหายใจเข้าลึกๆ เธอก็ได้ยินทำนองเพลงเริ่มต้นที่เล่นโดยกู่เจิ้งฝีมือเธอดังขึ้น
ทำนองดนตรีนั้นค่อนข้างยาว …
พร้อมๆกับทำนองที่ถูกบรรเลงโดยกู่เจิ้ง เธอก็ได้ยินโถวไผใช้เสียงทุ้มต่ำอันมีเอกลักษณ์นั้นแนะนำเพลงอย่างอ่อนโยน “เพลงนี้คือของขวัญจากผมและเธอที่มอบให้ทุกคน สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับ”
note-line-purple
[1] โถวไผเล่นมุขพ้องเสียงแบบจีนค่ะ เขาพูด 炒锦鲤 “chao jinli” จ้าวจินหลี่ ซึ่งจ้าวตัวนี้หมายถึงผัด และจินหลี่คือปลา ซึ่งพ้องกับชื่อเพลง 锦鲤抄 “Jinli Chao.”จินหลี่ จ้าว ซึ่ง จ้าว ตัวที่ใช้ในชื่อเพลงเป็นคนละตัวกัน และมาจากภาษาญี่ปุ่น
[2]唱吧. แอพฟรีที่เหมือนเป็นเครื่องคาราโอเกะเคลื่อนที่ ระหว่างร้องเพลงก็สามารถอัดและใส่เอฟเฟคท์ต่างๆไปได้ด้วย และสามารถอัพขึ้นเวปโซเซียลอื่นๆได้ทันที เช่นเว่ยป๋อ หรือ คิวคิว QQ. Changba.com

หลงเสียงคุณเข้าเต็มเปา 27

บทที่ 27 – ปลาราดพริก (5)
โอ้ พระเจ้า…
มีเสียงหวี่ๆดังขึ้นในสมอง และสมองเธอก็ว่างเปล่าทันที
เธอสัมผัสได้ว่าสายตาชายวัยกลางคนที่มองเธอนั้นอ่อนโยนเป็นมิตรขึ้นหลายระดับทันตาเห็น เขาพูดอะไรประมาณว่า เขาไม่ได้เจอพ่อแม่โม่ชิงเฉิงมาสักพักแล้ว แม้แต่การกินข้าวระหว่างครอบครัวนั้นยังจัดได้ยากเลย … โม่ชิงเฉิงพูดอะไรนะ เหมือนว่าทั้งคู่ไปผ่าตัดข้างนอก…
กู่เชิงรู้สึกว่าตัวเองลอยได้ เธอตัวแข็งทื่อ
กู่เชิง ตื่นได้แล้ว ตื่นเถอะ
รีบตื่นได้แล้ว
“พ่อแม่เฉิงเฉิงส่วนใหญ่จะยุ่งมาก ถ้าเธอมีเวลา มากินข้าวที่บ้านลุงเล็กได้นะ” ประโยคนี้ดึงเธอออกมาจากโลกตัวเองก่อนส่งเธอไปสู่อีกโลกหนึ่งทันที… คำตอบกู่เชิงนั้นเหมือนเป็นคำตอบรับจากปฏิกิริยาอัตโนมัติ พร้อมรอยยิ้มสุภาพเรียบร้อย ลุงเล็กหันจากไป
“ฉันต้องไปโรงพยาบาล” โม่ชิงเฉิงบอก “ฉันไปส่งเธอหน้าร้านของชำดีไหม”
กู่เชิงทนไม่ไหวแล้ว ตอนนี้เธอคุยธรรมดากับโถวไผไม่เป็นเลย … สายตาเคลื่อนไปมา แต่ไม่กล้ามองตรงๆไปที่เขา
เขาหัวเราะ “ไปเถอะ ฉันค่อนข้างรีบ”
สีแดงบนแก้มเธอนั้นเข้มขึ้นอีกหลายเฉด
เธอสาบานได้ เธอไม่เคยมีแฟนมาก่อน แต่เธออ่านนิยายรักและดูละครไอดอลมาตั้งหลายเรื่อง…ไม่มีเรื่องไหนเลยที่บอกเธอว่าเธอควรทำยังไงถ้าจู่ๆมีคนเรียกเธอว่าแฟนน่ะ… โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้นคือโถวไผ เธอจะทำยังไงดี…
“เชิงเชิง?” เสียงทุ้มๆนั้นดึงเธอออกจากภวังค์
“หือ” เธอตอบ “เอ้อ ไปกันเถอะค่ะ ”
เธอก้มหน้าก้มตาเดินตามเขาไป รอเขาเปิดล็อคก่อนเปิดประตู นั่งลงข้างคนขับ ทำเหมือนโม่ชิงเฉิงเป็นแค่อากาศ หรือจะบอกว่า เธอทำเหมือนตัวเองเป็นอากาศธาตุมากกว่า… สิ่งเดียวที่เธอต้องการตอนนี้คือการไปถึงร้านของชำให้เร็วที่สุด แม้เธอจะตั้งใจมองวิวภายนอกกระจก แต่ก็อดเห็นมือเขาที่ขยับเลื่อนช่องแอร์ ก่อนเลื่อนมาวางบนพวงมาลัย
รถเคลื่อนตัวออกนอกหมู่บ้านไปถนนใหญ่
วันวาเลนไทน์นั้นมีรถมากมาย …
กู่เชิงพยายามสนใจฝูงรถข้างหน้า
เธอแกล้งทำว่า…เมื่อกี้…เธอไม่ได้ยินอะไรเลยได้ไหม …
“ร้อนหรือเปล่า อยากถอดเสื้อขนเป็ดไหม” เขาถาม
เสียงที่เขาถามเธอนั้น เป็นเสียงเดียวกับที่เขาใช้ร้องเพลง “เพลงที่ยังไม่สิ้นสุด” ให้เธอฟัง – ทุ้มต่ำ สม่ำเสมอ และมีเสน่ห์
เธออยากทำใจเย็นๆ ทำตัวสงบนิ่งสุขุม เธออยากคิดว่าสัมพันธ์ยุ่งเหยิงระหว่างเธอกับโถวไผนั้นเป็นยังไงกันแน่ แต่เธอยิ่งคิด เธอก็ยิ่งสับสน… แต่เธอก็ไม่อาจไม่ซื่อสัตย์ต่อหูตัวเอง
เสียงนี้คือเสียงที่เธอรัก
เสียงที่เธอรัก…
เธอถอดเสื้อแจ็คเก็ตเงียบๆ วางบนตัดแล้วกอดไว้
เสียงที่เธอรักนั้นกลับเป็น “ครั้งแรก” ของเธอ ซ้ำๆ ครั้งแรกที่เธอให้ช่องทางติดต่อกับคนที่รู้จักในโลก 2-D ครั้งแรกที่เธอนัดเจอคนจากโลกออนไลน์ ครั้งแรกที่เธอไปทานข้าวเย็นกับผู้ชายที่ไม่ใช่ญาติหรือเพื่อนร่วมชั้น และครั้งแรกที่เธอไปเที่ยวกับผู้ชายวันวาเลนไทน์… และถูกเรียกว่าแฟน T.T
แล้ว…
ตอนนี้เธอกับโถวไผ…จริงๆแล้ว…เป็น…แฟน…กันหรือยังน่ะ T.T
ความคิดเธอว่างเปล่า เหมือนกับเกิดภัยพิบัติอะไรสักอย่าง แค่คำว่า “แฟน” ก็ทำให้หัวใจเต้นแรงจนเธอต้องพยายามลบความคิดนั้นจากสมอง เธอไม่กล้าคิดถึงเรื่องนี้อีก
ศูนย์แสดงสินค้านั้นใกล้โรงพยาบาลมาก ไม่นานนักรถก็หยุดลงฝั่งตรงข้ามร้านของชำของครอบครัวกู่ พอเธอเห็นร้าน เหมือนเธอเห็นเรือช่วยชีวิต และมีความกล้าพอที่จะพูดบางอย่างแล้ว
“ฉันไปก่อนนะคะ” เธอเอ่ยเบาๆ
“ฉันจะรีบทำงานให้เสร็จเร็วที่สุด มาทานข้าวเย็นด้วยกันไหม”
“เอ๊ะ ไม่เป็นไรค่ะ” กู่เชิงโพล่งคำปฏิเสธออกมา ขณะจ้องเขาด้วยสีหน้าตะลึง แต่พอเธอมองดวงตางดงามคู่นั้น ก็ใจอ่อน “คืนนี้ฉันต้องกลับบ้านไปทานข้าวเย็นค่ะ ไว้วันหลังนะคะ…”
เขาตอบ “อืมม์” ก่อนคว้าเป้จากที่นั่งด้านหลัง ส่งให้เธอ “ข้ามถนนระวังๆล่ะ”
“อืมม์”
“เดี๋ยวคืนนี้โทรไป”
“อืมม์”
กู่เชิงรับกระเป๋าไป เอื้อมเปิดประตู หาทางหนี
โม่ชิงเฉิงกลับคว้าแขนเธอไว้แบบไม่คาดคิด เธอหันไปมองเขาด้วยสีหน้าตกใจและงงสุดๆ “สวมเสื้อแจ็คเก็ตก่อน สะพายเป้แล้วค่อยออกจากรถสิ” เขาพูดจบก็หัวเราะออกมาแบบกลั้นไม่อยู่
……
……
หน้ากู่เชิงร้อนฉ่าจนทอดไข่ได้เลย ภายใต้สายตาเอาใจใส่ เธอทำตามอย่างเชื่อฟัง ก่อน…เหลือบมองเขา ไม่มีคำคัดค้าน เธอเปิดประตู ลงจากรถ เหมือนคนในรถตั้งใจมองเธอข้ามถนนก่อนเขาจะไป
กู่เชิงรู้สึกเหมือนอายุน้อยลงไปห้าปี เหมือนเธอเป็นเด็กสิบหกสิบเจ็ด เธอทำอะไรไม่รู้ ไม่รู้จะเอามือเอาไม้ไว้ไหน
โชคดีจริงๆที่การข้ามถนนเป็นไปอย่างราบรื่น และเธอก็เดินเข้าไปในร้านของชำ
ลูกพี่ลูกน้องเธอยื่นอยู่ตรงหลังเคาทเตอร์คิดเงิน กำลังคิดเงินให้ลูกค้าอยู่ เขาส่งเงินทอนให้ ก่อนมองมาทางเธอด้วยสีหน้าจริงจัง “เพิ่งฉลองวาเลนไทน์มาเหรอ เธอบอกว่าจะไม่กลับบ้านอาทิตย์นี้ไม่ใช่เหรอไง แล้วกลับมาทำไมล่ะ”
……
เธอจะรู้ได้ไงล่ะ
แผนเธอคือกลับโรงเรียนนะ แต่โถวไผบอกว่าเขาจะมาส่งเธอที่ร้านของชำ เลยตามเขามาแบบเชื่อฟังเนี่ยไง
T.T
วันนี้เป็นวันหยุดใหญ่ ดังนั้นจึงมีลูกค้ามากมาย จนญาติผู้พี่ไม่มีเวลามาแซวเธอ กู่เชิงเดินไปตรงตู้แช่ หยิบโคล่าออกมาหนึ่งกระป๋อง เธอเปิดกระป๋องดังเป๊าะ ก่อนดื่ม ด้วยความรู้สึกไม่พอใจ เธอดื่มอั๊กๆลงไปหลายอึก
แฟนสาว…
แฟนหนุ่ม…
เธอกับโถวไผ
พวกเขาทำอีท่าไหนถึงกลายเป็นแฟนกันได้ละเนี่ย …
จริงเหรอ?
ไม่มีทาง?
เธอดื่มโคล่าอีกหลายอึก ก่อนรู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองเธอ
เธอเอียงคอ ก่อนสังเกตุเห็นตงยี่หรูยืนอยู่ข้างๆ ดวงตาสุกใสเป็นประกาย จ้องเธอแบบไม่กระพริบตา…
มีอะไรเหรอ… เธอจะขอหยุดหรือเปล่า หรือว่า…” กู่เชิงรู้สึกขนลุก เพราะสายตาคู่นั้น
ตงยี่หรูจ้องเธอนิ่ง “เชิงเชิงม่าน? เชิงเชิงม่าน!”
โคล่าเกือบพุ่งออกมาจากปาก เธอสำลัก ปิดปาก ก่อนไออย่างหนัก ตงยี่หรูรับกระป๋องไป แต่ยังจ้องเธอเหมือนเธอเป็นมนุษย์ต่างดาว กู่เชิงไอจนน้ำตาร่วง เธอเริ่มหายใจทัน ก่อนได้ยินเสียงเด็กสาวพูดต่อ “ทำไมฉันไม่เคยรู้ ตั้งแต่ฉันรู้ว่าคุณกับไอดอลของฉันคบกัน ฉันก็ไปขุดงานอัดเสียงคุณมาฟัง ตั้งแต่งานฉลองวันเกิด งานร้องเพลง ทำไมฉันจำไม่ได้ว่าคุณเป็นคนเดียวกัน นี่มันยอดไปเลย ยอดไปเลย!”
ตงยี่หรูตื่นเต้นจนพูดไม่ปะติดปะต่อ
กู่เชิงรู้สึกว่าเธออยากจะบ้า
“ไม่ใช่…”
“เธอใช่”
“ฉันไม่ใช่จริงๆ…”
“ฉันดูไม่ผิดหรอก ฉันแน่ใจว่าเป็นเธอ ต้องใช่เธอ เหมือนกันเป๊ะ”
“……”
ตงยี่หรูสัญญาด้วยเสียงมั่นคง “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่บอกใครหรอก!”
กู่เชิงยอมรับความพ่ายแพ้ถาม “เธอรู้ได้ไงว่าฉันคือ … เชิงเชิงม่าน?”
เธออยากขุดรูฝังตัวเองในนั้นจริงๆเลย…
“เพราะชะตาเข้าข้างฉันน่ะ” ตงยี่หรูดึงมือถือออกมาจากกระเป๋า ด้วยทีท่าลึกลับ เธอโชว์ทวีตในเว่ยป๋อ “โม่ไป๋เพิ่งโพส แล้วเหล่าต้าต้าก็รีทวีตกันใหญ่ แล้วจู่ๆโม่ไป๋ก็ลบโพสทันที… แบบลบภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น อ๊ายย! แต่ฉันเห็นทัน!”
ทวีตที่เธอบอกนั้นเป็นเว่ยป๋อของโม่ไป๋
โพสนั้นโดนลบไปแล้ว แต่ก่อนที่เขาจะลบ โม่ไป๋รีโพสเขียน: ขอโทษคร๊าบบ ผมจะลบแล้ว =。=
กู่เชิงรู้สึกแย่สุดๆ
หลังจากการค้นพบของเธอว่ากู่เชิงคือเชิงเชิงม่าน ตงยี่หรูรู้สึกภาคภูมิอย่างยิ่ง “ภรรยาไอดอลฉันกับฉันนั้นเป็นพี่น้องกัน” และเป็นมิตรกับเธอมากขึ้นเป็นร้อยเท่า “เชิงเชิง เธอสบายใจได้เลย ฉันจะไม่บอกว่าเธอเป็นใครแน่ๆ ฉันสาบานว่าจะเก็บเป็นความลับ! อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด เธอไม่รู้หรอกว่าฉันตื่นเต้นแค่ไหนตอนรู้ว่าเป็นเธอน่ะ” ตงยี่หรูเอามือวางบนอก “ฉันรู้จักนายหญิงของโถวไผด้วย ฉันอยากร้องไห้สุดๆเลย…”
“เขาโพสอะไรน่ะ”
กู่เชิงรู้สึกอยากร้องไห้ด้วย T.T……
“เป็นรูปด้านหลังเธอน่ะ เขาไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษหรอก แต่พออีตาหน้าตายมู่รีโพส ทุกคนก็เข้าใจกันหมด”
……
……
ตงยี่หรูไม่สังเกตุเห็นสีหน้าแข็งทื่อของกู่เชิง เธอเปิดหน้าเพจเว่ยป๋อของมู่มู่ ตรงหน้าโพสที่ตอนนี้เขียนว่า “โพสนี้ถูกลบไปแล้ว” เขาเติมไปหนึ่งประโยค: เฮ้ นี่มันโถวไผกับภรรยานี่