ฉันไม่ใช่นางเอก 23

บทที่ 23 รอคอย

เผยอิงหยุดเดิน

ชายคนนั้นยังสวมเสื้อโค้ทสีดำและรองเท้าผ้าใบสีขาว ใต้ตานั้นมีรอยดำชัดเจน

เผยอิงยืนนิ่งอยู่หลายวินาทีก่อนหันกลับเดินไปอีกทาง และชายใต้ต้นไม้คนนั้นก็เดินตามเธอมาตามที่คาด

ท้องฟ้านั้นยังสว่าง เธออยู่บนถนนใหญ่ที่มีคนมากมาย ดังนั้นเผยอิงจึงรู้สึกว่าเขาคงไม่กล้าทำอะไรโจ่งแจ้ง เธอเดินไปข้างหน้าช้าๆด้วยขาที่บาดเจ็บ

มีสถานีตำรวจอยู่ไม่ไกล เธออยากรู้ว่าคนคนนี้จะกล้าตามเธอไปถึงตรงนั้นไหม

หลังจากเลี้ยวตรงหัวมุมเผยอิงก็เห็นป้ายสถานีตำรวจ ปกติเธอผ่านตรงนี้ไปแบบไม่สนใจอะไร แต่ตอนนี้ป้ายสีน้ำเงินเข้มนั้นทำให้เธอรู้สึกสงบลงมาก

ชายคนนั้นตามเธอมาจนถึงสี่แยกก่อนจะหยุด เผยอิงไม่กล้าหันไปและรีบก้าวเข้าไปในสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ตรงทางเข้านั้นหยุดเธอก่อนสอบถามเหตุผล หลังจากอธิบายสถานการณ์เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็พาเธอเข้าไปด้านใน

ภายในนั้นมีเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่หลายคน พอพวกเขาได้ยินว่าเธอต้องการจะแจ้งความ ก็เชิญเธอนั่งลง

“คุณต้องการแจ้งความเรื่องอะไรครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถาม

เผยอิงตอบ “มีคนแปลกหน้าตามฉันมาสามวันแล้วค่ะ ทุกวันตอนฉันเลิกงานกลับบ้าน เขาก็ยืนอยู่ใกล้ๆทางเข้าอพาร์ตเมนท์ และก็ตามฉันจนไปถึงตึกเลย”

“แค่ตามเฉยๆเหรอครับ เขาทำอะไรคุณหรือเปล่า”

“ไม่ค่ะ แต่เท่านี้ก็น่ากลัวจะตายอยู่แล้ว เมื่อกี้เขายังตามฉันอยู่เลย”

เจ้าหน้าที่มองเธอเอ่ย “ถ้าเรื่องแบบนี้นี่ พวกเราไม่สามารถรับแจ้งความได้นะครับ”

เผยอิงหน้าบึ้ง “แล้วต้องทำยังไงถึงแจ้งความได้ล่ะคะ ฉันต้องรอให้เขาทำอะไรฉันก่อนเหรอ”

“คุณผู้หญิงครับ กรุณาอย่าโมโหไปเลย ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ แต่พวกเราเองก็ต้องทำตามกฎกติกาเหมือนกัน”

เผยอิงห่อปากก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งลงเล็กน้อย “แล้วฉันควรทำยังไงคะ ปล่อยให้เขาตามฉันต่อไปเหรอคะ ฉันไม่กล้ากลับบ้านด้วยซ้ำ”

เจ้าหน้าที่ตอบ “สถานการณ์แบบนี้พวกเราทำได้แค่เพิ่มหน่วยลาดตระเวนในพื้นที่ให้มากขึ้นเท่านั้น ถ้าพวกเราเห็นผู้ชายคนที่คุณพูดถึง พวกเราจะเตือนเขาเอง”

เมื่อได้ยิน เผยอิงรู้สึกหมดกำลังใจเล็กๆ เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นสำรวจเธออยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพูดขึ้นมาทันทีทันใด “คุณเป็นดาราใช่ไหมครับ คุณเผยอิง ถ้าผมจำไม่ผิด?”

“….ใช่ค่ะ.” เผยอิงไม่รู้จะรู้สึกยังไงดี ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งตำรวจจะจำเธอได้เนี่ย

“ถ้าแบบนี้ เป็นไปได้ไหมว่าคนที่ตามคุณจะเป็นปาปารัสซี่น่ะ”

เผยอิงส่ายศีรษะ เธอเคยคิดดูแล้ว แต่คนคนนี้ไม่ถือกล้องและไม่พยายามหลบขณะที่รอเธอแม้แต่น้อย ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่ใช่ปาปารัสซี่แน่ๆ เธออธิบายสิ่งที่เธอคิดกับเจ้าหน้าที่ที่ถามอีกครั้ง “งั้นคุณคิดว่าเขาอาจจะเป็นแฟนคลับชนิดบ้าคลั่งหรือเปล่า”

เผยอิงเองก็ไม่รู้ เธอเดบิวต์มาสักพักแล้วก็จริงแต่ก็ไม่เคยเจอแฟนคลับชนิดบ้าคลั่งมาก่อน

“ฉันไม่คิดแบบนั้นนะคะ ถ้าเป็นแฟนคลับจริง เขาต้องตื่นเต้นมากๆที่เจอฉันสิ อาจจะขอลายเซ็นหรือขอถ่ายรูปอะไรพวกนั้นด้วย แต่คนคนนี้ไม่พูดอะไรสักคำ แค่ตามฉันกับหัวเราะแบบน่าขนลุกเท่านั้นเอง” เผยอิงนึกถึงเสียง “ฮ่าฮ่า” และก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที

เจ้าหน้าที่ตำรวจคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนเอ่ย “บ้านคุณอยู่ใกล้ๆนี่หรือเปล่าครับ ผมจะไปส่งคุณเอง ถ้าคนคนนั้นยังรออยู่ตรงตึกคุณ ผมจะสอนบทเรียนเขาเอง ไม่ต้องห่วง”

“ก็ได้ค่ะ…” เผยอิงตกลง เธอไม่มีทางเลือกอีกแล้ว หวังแค่ว่าตำรวจคงจะหยุดผู้ชายคนนั้นได้จริงๆ

เจ้าหน้าที่เรียกเพื่อนร่วมงานมาอีกคนก่อนเดินไปส่งเผยอิงที่บ้านพร้อมกัน เมื่อเห็นว่าเธอเท้าเคล็ดก็ถามอย่างเป็นห่วง “คุณไม่ได้เท้าเคล็ดเพราะว่าวิ่งหนีคนตามหรอกใช่ไหม”

“อา ไม่ค่ะ ไม่… ฉันข้อเท้าเคล็ดตอนซ้อมเต้นน่ะค่ะ”

เจ้าหน้าที่พยักหน้า “งานคุณก็ลำบากเหมือนกันนะเนี่ย”

เผยอิงหัวเราะ “งานใครไม่ลำบากบ้างละคะ”

“ก็จริงนะ” เธอกับเจ้าหน้าที่สองนายเดินออกมาจากสถานี และเผยอิงก็สังเกตเห็นชายในเสื้อโค้ทสีดำทันที

เขายังยืนอยู่ตรงสี่แยก

“ผู้ชายคนนั้นค่ะ คนที่สวมโค้ทสีดำกับรองเท้าผ้าใบสีขาว” เผยอิงพูดโดยพยายามไม่ชี้ไปที่เขา แต่อธิบายลักษณะแทน แต่ชายคนนั้นรีบหันและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ตำรวจคนหนึ่งร้องเรียกเขา แต่เขาก็ไม่หยุดกลับวิ่งเร็วขึ้นและหายไปภายในชั่วพริบตา

พอเห็นแบบนั้น เผยอิงก็อดรู้สึกกระวนกระวายไม่ได้ เธอถามเจ้าหน้าที่ข้างๆอย่างวิตกกังวล “เขาคงไม่ได้มาแก้แค้นฉันหลังจากรู้ว่าฉันมาแจ้งความใช่ไหมคะ”

เจ้าหน้าที่ตอบ “อย่ากังวลไปเลย พวกเราจะดูแลเรื่องนี้เองครับ ระวังเวลาคุณเข้าออกบ้านให้ดี หรือจะให้ดี ให้แฟนมาค้างกับคุณก็ได้”

เผยอิงกัดริมฝีปาก “แฟนฉันไปเมืองนอกน่ะสิ คงยังไม่กลับภายในสองสามวันนี้หรอก”

เจ้าหน้าที่พยักหน้าอย่างครุ่นคิด “งั้นคนคนนี้อาจจะถือโอกาสตามคุณในช่วงเวลาแบบนี้… คุณมีเพื่อนผู้ชายคนอื่นที่สามารถเดินทางไปไหนกับคุณสักพักหรือเปล่า”

เผยอิงคิดอยู่ชั่วครู่ ถึงเธอจะมีเพื่อนผู้ชายหลายคน แต่หน้าที่แบบนี้มีแค่เฉินเซิงที่เหมาะสม แต่เธอไม่สามารถรบกวนเขาเพราะเรื่องนี้ได้ ยังไงเขาก็เป็นเจ้านายเธออยู่ดี

“งั้นช่วงนี้ฉันจะไปพักกับเพื่อนก่อนดีกว่า” ต้องขอบคุณที่เมืองนี้เธอยังมีเหรินซานซานอยู่

เจ้าหน้าที่ตอบ “นั่นก็ไม่เลว พวกเราก็จะระวังผู้ชายคนนี้ด้วย”

หลังจากพวกเขาส่งเผยอิงขึ้นแท็กซี่ก็จากไป เผยอิงดูเวลา เหรินซานซานน่าจะยังอยู่ที่สตูดิโอ เธอบอกคนขับให้ไปที่นั่น

พอเธอไปถึง เหรินซานซานนั้นกำลังถือชาม กำลังกินข้าวเย็น พอเห็นเผยอิงกระโดดเหยงๆเข้ามาข้างในก็รีบลุกขึ้น “เกิดอะไรขึ้น”

เผยอิงเดินมาที่โต๊ะและนั่งลงด้วยความช่วยเหลือของซานซาน เธอสูดหายใจเอ่ย “ข้อเท้าเคล็ดตอนซ้อมเต้นน่ะ ไม่เป็นอะไรมากหรอก”

“ไม่เป็นอะไรมากแต่พันผ้าแบบนี้เนี่ยนะ ผ้าพันแผลโรงพยาบาลไม่ต้องเสียตังค์ตั้งแต่เมื่อไหร่กันน่ะ” เหรินซานซานสำรวจเท้าเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนั่งลงข้างๆ “ทำไมมานี่ล่ะ”

เผยอิงอธิบายเรื่องมีคนเดินตาม พอเธอพูดจบเหรินซานซานก็จ้องเธออึ้งๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนรีบวางชามในมือลง “ว้าย แบบนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว ซ่งหนานชวนของเธอไม่ทำอะไรเลยได้ไงกันเนี่ย”

“เอ่อ ฉันไม่ได้บอกเขาเรื่องนี้ เขาอยู่เมืองนอกแบบนี้ บอกไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร”

“เธอหมายความว่าไง บ่นเล็กๆน้อยๆ กับทำให้หัวใจเขาเจ็บปวดมันเป็นคนละเรื่องกันนะ” เหรินซานซานพูดจบก็มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างกังวล “ตาคนนั้นคงไม่ได้ตามเธอมาถึงนี่ใช่ไหม”

“…ฉันว่าไม่นะ”

“ดีแล้ว” เหรินซานซานลูบอก พอเห็นเผยอิงมองข้าวเย็น เธอก็เดาะลิ้น “หยุดมองได้แล้ว เหลือแค่นั้นเอง ฉันจะเดินไปสั่งให้เธอชามหนึ่ง”

“ก๋วยเตี๋ยวซี่โครง ขอบคุณนะ”

เหรินซานซาน “….”

หลังจากทั้งคู่ทานข้าวที่สตูดิโอจนเสร็จ เหรินซานซานก็ขับรถ VW Polo คันเล็กกลับบ้าน เพราะว่าข้อเท้าเคล็ดเผยอิงจึงอาบน้ำไม่สะดวกเท่าไร ได้แต่ล้างตัวลวกๆก่อนนั่งลงบนโซฟาเท่านั้น

พอเหรินซานซานออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นเผยอิงเล่นเกมส์อยู่บนมือถือ เธอเอ่ยแบบเหยียดหยัน “เธอกี่ขวบเนี่ยถึงชอบเล่นเกมส์แต่งตัวน่ะ”

เผยอิงไม่รู้สึกอะไรตอบ “ซ่งหนานชวนส่งเพชรมาให้ฉันตั้งสองหมื่น ถ้าไม่เล่นก็เสียดายแย่”

เหรินซานซาน “….”

เธอกล้าดียังไงถึงกล้ามาอวดรักหวานแหววในบ้านฉันเนี่ย อาชญากรชัดๆ!

เธอกำลังจะสั่งสอนเผยอิงขณะที่โทรศัพท์เผยอิงดังขึ้น เผยอิงมองก่อนรีบรับ “ชวนชวน อะ—”

ก่อนเธอจะพูดจบ เหรินซานซานก็ดึงโทรศัพท์ไป “สวัสดี นี่ซ่งหนานชวนใช่ไหม คุณเป็นแฟนแบบไหนกันเนี่ย คุณรู้ไหมว่าเผยอิงของคุณน่ะโดนผู้ชายแปลกๆตามอยู่ เธอกลัวจนต้องมาซ่อนตัวอยู่บ้านฉันเนี่ย”

ซ่งหนานชวนที่อยู่ปลายสายนั้นตื่นตระหนกขึ้นมา เขาเอ่ยด้วยเสียงหนักอึ้ง “ส่งโทรศัพท์คืนให้เผยอิงหน่อย”

เหรินซานซานคืนโทรศัพท์ให้เผยอิงก่อนวิ่งหนีไป เผยอิงมองแผ่นหลังเริงร่าที่ไกลออกไปขณะที่เธอรับโทรศัพท์ด้วยเสียงแหบแห้ง “ชวนชวน—”

“เผยซิวจ้วน ที่เพื่อนเธอบอกน่ะเป็นความจริงไหม”

หัวใจเผยอิงเต้นตุบๆ เธอส่งสายตาอาฆาตให้เหรินซานซานก่อนตอบ

“จริงค่ะแต่—”

“เรื่องซีเรียสขนาดนี้แต่คุณกลับไม่พูดอะไรกับผมสักคำ คุณยังเห็นผมเป็นแฟนอยู่หรือเปล่า”

เผยอิงพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงตระหนกนิดๆ “ฉันอยากรอจนคุณกลับมาก่อนค่อยบอกน่ะค่ะ คุณอยู่ต่างประเทศแบบนี้ ฉันไม่อยากทำให้คุณเป็นห่วง …”

ซ่งหนานชวนเม้มปาก เงียบไปชั่วครู่ ก่อนถาม “คุณรู้ไหมว่าเป็นใคร เขาทำอะไรคุณหรือเปล่า”

“ไม่ค่ะ เขาแค่ตามฉันเท่านั้น ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร วันนี้ฉันไปแจ้งความแต่พวกเขาบอกว่าไม่ได้ ผู้ชายคนนั้นรู้เรื่องว่าฉันไปแจ้งความ ฉันเลยกลัวว่าเขาจะมาแก้แค้น เลยมานอนกับซานซานค่ะ”

คิ้วซ่งหนานชวนขมวดมุ่น เผยอิงเป็นบุคคลสาธารณะ ถ้าคนคนนั้นรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน เขาก็น่าจะรู้ว่าเธอทำงานที่ไหน ตอนนี้เขารู้สึกกังวลแต่ก็บินกลับบ้านไม่ได้ ได้แต่นั่งอยู่ตรงนี้อย่างเป็นห่วงเท่านั้น “ตอนเธอไปบ้านเพื่อน ผู้ชายคนนั้นตามเธอมาหรือเปล่า”

“ฉันว่าไม่นะคะ ตำรวจพาฉันมาส่งขึ้นแท็กซี่น่ะ”

แต่ซ่งหนานชวนก็ไม่มั่นใจอยู่ดี “เช็คว่าล็อคประตูหน้าต่างให้หมดก่อนเข้านอนล่ะ ส่งที่อยู่บ้านเพื่อนคุณมาให้ผม ผมจะส่งคนขับรถไปรับตอนเช้า”

“อ๊ะ ไม่จำเป็น—”

“ไม่จำเป็นตรงไหนกัน นับแต่นี้ผมจะให้คนขับรถไปรับส่งคุณจากที่ทำงาน แล้วไม่ต้องกลับห้องด้วย ย้ายมาบ้านผม”

เผยอิงคิดอยู่ชั่วครู่ ถึงเธอจะไม่กล้ากลับบ้านจริงๆ แต่เธอไม่พร้อมที่จะเก็บของย้ายเข้าบ้านซ่งหนานชวนเหมือนกัน “ก่อนคุณกลับมา ฉันจะอยู่กับซานซานไปก่อน”

เหรินซานซานที่นั่งส่องเว็บอยู่ข้างๆรีบหันมาพูดอย่างรวดเร็ว “อย่าเลย ถ้าเธออยู่นี่ ฉันก็พาผู้ชายกลับบ้านไม่ได้สิ”

เผยอิง “……”

เธอไม่รู้จะเริ่มเถียงยังไงเลย!

ไม่รู้ว่าซ่งหนานชวนจะได้ยินคำพูดเหรินซานซานหรือเปล่า เขาก็ยืนยันให้เผยอิงย้ายมาอยู่บ้านเขา “บ้านผมน่ะปลอดภัยกว่าเยอะ แถมยังมีกล้องรอบๆพื้นที่ด้วย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ทีมรักษาความปลอดภัยของผมสามารถรีบมาได้”

“อืม ก็ได้ค่ะ… แต่ของของฉันล่ะ”

“ผมกลับไปเมื่อไหร่จะพาคุณไปเอาของเอง คุณทิ้งของบางส่วนไว้ที่บ้านผมนี่ ก็ใช้พวกนั้นไปก่อนละกัน”

“ค่ะ”

หลังจากได้ยินเธอตกลงอย่างเชื่อฟัง ซ่งหนานชวนก็ถอนหายใจ “อย่าลืมส่งที่อยู่มาให้ผม และลงกลอนประตูหน้าต่างก่อนคุณเข้านอนด้วย ถ้ามีอะไรโทรหาผมทันทีนะ”

“ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง อยู่กับซานซานไม่น่าจะมีอะไร”

ซ่งหนานชวนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนพูดเสียงต่ำ ราวกับลดปราการปกป้องตัวเองลดเล็กน้อย “ผมจะไม่เป็นห่วงได้ยังไง…”

เขากลัวแทบตาย ไม่กล้าคิดว่าเธออยู่คนเดียวที่บ้านนั้นจะเป็นยังไง เธอจะรู้สึกกลัวและไร้ทางออกขนาดไหน

และเขาก็ไม่ได้อยู่ข้างๆเธอ เขาทำอะไรไม่ได้สักอย่าง…

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว คุณก็เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเถอะ ผมจะเปิดโทรศัพท์ไว้ 24/7 โทรหาผมได้ทุกเมื่อ”

“ค่ะ” เมื่อได้ยินซ่งหนานชวนพูดแบบนั้น เผยอิงก็รู้ว่ามีความอบอุ่นค่อยๆหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจช้าๆ

“เดี๋ยวผมก็กลับแล้ว รอผมนะ”

เหรินซานซานที่ทำทีเป็นเล่นคอมอยู่ข้างๆนั้นเมื่อเห็นเผยอิงวางสายก็หันมาถอนหายใจ “ฉันนึกว่าดวงเธอดีขึ้นเรื่อยๆเสียอีก จู่ๆก็ดวงตกขนาดมีคนแปลกๆไล่ตามได้”

เผยอิงไม่ได้พูดอะไร เหรินซานซานเดินมามองเท้าเธอ “แล้วก็เท้าเธอเป็นแบบนี้ จะเต้นตอนออดิชั่นได้เหรอ”

“ฉันก็ไม่รู้สิ….” เผยอิงพยายามขยับเท้าเล็กน้อย “ที่จริงมันก็ไม่ได้เจ็บขนาดนั้น ต้องเต้นแค่นาทีเดียวเอง น่าจะทนไหวแหละ”

“อืมม์ งั้นก็โชคดีละกัน” เหรินซานซานตบไหล่ ก่อนคว้ามาส์กหน้ามาจากโต๊ะเครื่องแป้ง “เอามะ เพื่อนฉันเอากลับมาจากเมืองนอก ใช้แล้วหน้าจะบลิงค์บลิงค์เลยนะ”

“ฮ่าๆ ขอบคุณนะ” เผยอิงไม่เกรงใจ คว้ามาส์กมาจากเพื่อน

คืนนั้นก่อนเข้านอนเผยอิงก็ทำตามคำสั่งของซ่งหนานชวน ตรวจสอบประตูหน้าต่างอย่างละเอียดว่าลงกลอนเรียบร้อย เมื่อมั่นใจแล้วทั้งเธอและเหรินซานซานจึงเข้านอน

วันถัดมาสาวๆออกมาพร้อมกัน เหรินซานซานลงมาที่รถ Polo คันเล็ก และด้านล่างนั้นมีรถมายบัคสีดำรออยู่เงียบๆ

เธอหัวเราะเอ่ยกับเผยอิง “ไม่เลวเลย รถเธอมาแล้วนี่ ฉันคงไม่กล้ายัดคนใหญ่คนโตแบบเธอใส่รถคันน้อยของฉันหรอก”

เผยอิง “….”

เธอเข้าไปนั่งในรถซ่งหนานชวน ที่นั่งอยู่ด้านหน้านั้นคือคนขับที่คุ้นเคย

“สวัสดีครับคุณเผย ซ่งหนานชวนให้ผมคอยรับส่งคุณจากที่ทำงาน” คนขับรถนั้นอธิบายอย่างสุภาพ

“อืมม์ ฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณค่ะ” เผยอิงตอบกลับอย่างสุภาพ การมีคนขับนั้นสะดวกสบายมากกว่าแท็กซี่ที่เธอมักจะขึ้นเยอะ และยิ่งเธอข้อเท้าเคล็ดแบบนี้ ยิ่งช่วยเธอได้มาก

หลังจากเธอมาถึงสตูดิโอเต้นรำ ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเริ่มอบอุ่นร่างกาย งานวันนี้ก็ยังเป็นการซ้อมท่าหมุนตัวอยู่ดี เมื่อคืนข้อเท้าเธอดีขึ้นนิดหน่อย แต่พอมาถึงสตูดิโอแล้วก็ยังเจ็บอยู่นิดหน่อย

“วันนี้ไม่ต้องเต้นเยอะหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเจ็บจนออดิชั่นไม่ได้” ครูสอนเต้นย้ำหลังจากเห็นเธอทุ่มเทซ้อม “รู้ไหมว่านักเต้นแต่ละคนมีความชำนาญไม่เหมือนกัน เวลาแต่ละคนเต้นท่าเดียวกันแต่ก็ผู้ชมกลับรู้สึกคนละแบบ ฉันรู้สึกว่าผู้กำกับนั้นไม่อยากจะเลือกแค่คนที่เต้นเก่งที่สุด แต่เขาต้องการคัดเลือกนักเต้นที่เหมาะกับบทมากที่สุด คนที่เหมาะกับตัวละครที่สุด เธอน่ะเต้นได้หมดแล้ว น่าจะลองวิเคราะห์ตัวละครแล้วนำความรู้สึกมาประกอบกับการเต้นนะ”

คำพูดเหล่านี้ทำให้เผยอิงนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ เธอรีบบอกครูทันที “ขอบคุณค่ะ คุณพูดถูกแล้ว ฉันจะลองวิเคราะห์ตัวละครเพิ่ม”

“อืมม์ ดีแล้ว ขอให้โชคดีกับการออดิชั่นพรุ่งนี้ล่ะ”

“อืมม์” เผยอิงไม่ได้ซ้อมจนดึกเพราะจะพักขา หลังจากคลาสเลิกเธอก็กลับ

เทาเทาไม่ได้เข้ามาจนบ่ายเหมือนเคย หลังจากผ่านไปสองชั่วโมงสองสาวก็ออกมาด้วยกัน พอเธอเห็นอาการบาดเจ็บของเผยอิงก็ถาม “พรุ่งนี้เธอจะเต้นได้เหรอ”

“ได้สิ มันไม่ได้เจ็บขนาดนั้นนะ น่าจะพอทนไหว” เผยอิงยิ้มให้

เทาเทาพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไร เผยอิงเปลี่ยนเสื้อผ้า เดินออกมาจากห้องเต้น คนขับรถนั้นรออยู่ตรงประตูเรียบร้อยแล้ว ครั้งนี้เขาส่งเผยอิงลงที่สวน พอเธอเข้าไปในบ้าน เขาก็โทรรายงานซ่งหนานชวน

เผยอิงพักผ่อนชั่วครู่ก่อนเริ่มทำข้าวเย็น เธอทิ้งโหลวซีเฟินไว้ในบ้านหลายห่อ เลยถือโอกาสที่ซ่งหนานชวนไม่อยู่ทำก๋วยเตี๋ยวกินอย่างสบายใจ

หลังจากนั้นเธอโทรหาซ่งหนานชวนรายงานตัว คุยกันประมาณสิบนาที เผยอิงที่อารมณ์ดีก็อาบน้ำเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ

หลังจากซ้อมมานาน พรุ่งนี้ก็คือการออดิชั่นแล้ว

 

Advertisements

รักสี่ฤดู 5

การพบพานท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วง 3 

“รุ่นพี่ พวกเราจะไปไหนกันคะ” เซี่ยเหลียงที่อยู่ในภวังค์มาตลอดพูดขึ้นมาในที่สุดหลังจากที่ขึ้นรถเขามาแล้ว เธอหันหน้ามามองซ่งฉีเหยียน ก่อนพบว่าใบหน้าด้านข้างของเขานั้น ……ไร้ที่ติ

“ฉันไม่ลักพาตัวเธอหรอกน่ะ” เขาเอ่ย “เดี๋ยวไปถึงก็รู้เอง”

คนอื่นอาจจะพูดขำๆ แต่เขานั้นดูจริงจังมากเวลาพูด แม้แต่ดวงตานั้นยังสงบนิ่งสุดๆขณะที่เขามองตรง เหมือนกำลังบอกข้อเท็จจริง

เซี่ยเหลียงเก็บความสงสัยไว้เอ่ย “อ้อ”

ทำอะไรดี เธอรู้สึกจริงๆนะว่าเป้ยเหยียนต้าต้า……รุ่นพี่ซ่งสินะ น่ารักเกินไปแล้ว

เซี่ยเหลียงมองไปรอบๆหลังจากพวกเขาจอดรถ มีร้านอาหารจำนวนมากและเพราะว่าเป็นช่วงเที่ยงจึงมีคนจำนวนมาก เธอตามซ่งฉีเหยียนไปขณะที่เขาเลี้ยวเข้าร้านอาหารเล็กๆตรงหัวมุม เธอแปลกใจที่เห็นป้ายเป็นภาษาจีน อ๊ะ หรือจะเป็นภาษาญี่ปุ่น

เพราะบนป้ายนั้นมีแค่คำเดียว —— “บะหมี่”

เซี่ยเหลียงกระพริบตา เรียบง่ายและตรงไปตรงมาสุดๆ

เซี่ยเหลียงเดินตามซ่งฉีเหยียนเข้าไปในร้าน ในร้านนั้นไม่มีคนเยอะเท่าร้านอื่นๆที่อยู่ริมถนน แต่ก็ยังมีคนนั่งอยู่ข้างในบ้าง ซ่งฉีเหยียนมองกลับมาให้แน่ใจว่าเซี่ยเหลียงยังตามเขามาอยู่ เขาลดฝีเท้าลงเล็กน้อย รอเธอก่อนเดินไปที่โต๊ะมุมร้านที่เงียบๆ

หลังจากพวกเขานั่งลง ซ่งฉีเหยียนก็ถอดหมวกวางไว้บนโต๊ะ ก่อนแนะนำร้านอาหารกับเซี่ยเหลียงเบาๆ “นี่เป็นร้านบะหมี่ที่มีคู่สามีภรรยาจากหลันโจวเป็นเจ้าของ รสชาติดั้งเดิม” เขาหยิบเมนูลงมาจากชั้นข้างๆส่งให้เธอ “ดูสิว่าเธออยากทานอะไร”

พวกเขาตกลงสั่งบะหมี่เนื้อคนละชาม เกี๊ยวชามเล็ก แมงกะพรุนหนึ่งจาน และตีนไก่หนึ่งจานเป็นเครื่องเคียง

ตาเซี่ยเหลียงส่องประกายวิบวับตอนที่ชามบะหมี่ร้อนๆถูกยกมาวางที่โต๊ะ เธอเหลือบมองซ่งฉีเหยียนที่หักตะเกียบคู่หนึ่งช้าๆ ก่อนตัดสินใจหยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มทาน อร่อยมาก……

แค่คำแรกก็ทำเอาเซี่ยเหลียงเหมือนขึ้นสวรรค์ บะหมี่เหนียวนุ่มเคี้ยวหนึบ เนื้อวัวที่ละลายในปาก และน้ำซุปเข้มข้นเผ็ดกลางๆ……การที่ได้กินบะหมี่รสชาติดั้งเดิมแบบนี้ทำให้อบอุ่นไปทั้งร่างกายเลยทีเดียว

“อร่อยไหม” ซ่งฉีเหยียนมองเธอผ่านไอน้ำที่ลอยขึ้นมา

เซี่ยเหลียงพยักหน้าแรงๆ

ซ่งฉีเหยียนดูเหมือนจะหายใจโล่งอก วางตะเกียบลงก่อนใช้ช้อนตักเกี๊ยวขึ้นมาสองตัว วางลงในชามเซี่ยเหลียง “ไส้เป็นหมูกับขึ้นฉ่าย อร่อยมากเหมือนกันนะ”

เซี่ยเหลียงกินอย่างร่าเริง

ซ่งฉีเหยียนนั้นหยุดกินแล้วขณะที่เซี่ยเหลียงหม่ำบะหมี่ลงไปทั้งชาม เขาเงยหน้ามองเธอ “เอาอีกไหม” เมื่อเห็นใบหน้าแดงๆของเซี่ยเหลียงหลังจากกินแล้วเขาก็รู้สึกอบอุ่นในอก เขาดันชามเกี๊ยวไปทางเธอ “มีเกี๊ยวอีกสองตัว”

เซี่ยเหลียงยืดหลังขึ้น รู้สึกว่าใกล้อิ่มแล้วเธอเลยลังเล ลูบท้องตัวเอง

ซ่งฉีเหยียนหัวเราะเบาๆหลังจากเห็นเธอทำแบบนั้น “ไม่เป็นไรหรอก ทิ้งไว้แบบนี้แหละถ้าเธอทานไม่หมด เดี๋ยวฉันจะไปจ่ายเงินนะ”

พวกเขาเดินออกมาจากร้านบะหมี่ ภรรยาเจ้าของนั้นเอ่ยอย่างอบอุ่น “ขอบคุณที่แวะมานะคะ” เซี่ยเหลียงส่งยิ้มหวานให้ภรรยาเจ้าของ การที่ได้ยินภาษาบ้านเกิดนอกโรงเรียนนั้นช่างซาบซึ้งโดยเฉพาะหลังจากได้กินบะหมี่ที่อร่อยมากแบบนี้

เธอรีบสาวเท้าไล่ตามซ่งฉีเหยียนที่ยืนรอเธออยู่ข้างหน้า ยิ้มให้เขา “ขอบคุณค่ะรุ่นพี่ บะหมี่อร่อยมากเลย”

“ตราบใดที่เธอชอบ”

เซี่ยเหลียง “……”

เซี่ยเหลียงหยุดจินตนาการเพ้อเจ้อ บอกตัวเองว่าคิดมากไปเงียบๆ รุ่นพี่นั้นแค่ทำตัวเป็นมิตร พาเธออกมากินข้าว เซี่ยเหลียงบอกตัวเองว่าอย่าคิดลึกไป “รุ่นพี่คะ ร้านบะหมี่นี่มาซ่อนอยู่ในมุมแบบนี้ คุณเจอร้านนี่ได้ยังไง” เซี่ยเหลียงอดสงสัยไม่ได้

ซ่งฉีเหยียนหันหน้ามามองเธอ “วันหนึ่งฉันออกมากินข้าวกับเพื่อนร่วมชั้นหลังทำแล็ปเสร็จ พวกเราขับรถมาที่นี่แต่ทุกร้านเต็มหมด หลังได้บัตรคิวแล้วพวกเราเลยเดินไปเดินมา จนเจอร้านนี้ เห็นมีโต๊ะว่างเลยเดินเข้ามาทาน หลังจากนั้นฉันก็แวะมาทานที่นี่เป็นครั้งคราวน่ะ”

เซี่ยเหลียงพบความจริงที่ว่าซ่งฉีเหยียนนั้นเป็นคนที่มองตาคู่สนทนาอย่างจริงใจทุกครั้งที่พูดกับใคร เว้นเพียงเวลาขับรถเท่านั้น ถึงดวงตางดงามรูปเมล็ดซิ่งนั้นจะซ่อนอยู่ภายใต้หมวกเกือบตลอดเวลา แต่คนอื่นๆก็สามารถรู้สึกถึงความจริงใจของเขาได้”

รู้สึกว่า……เขามารยาทดีมาก

“งั้นเหรอคะ………บะหมี่อร่อยมากเลย” เซี่ยเหลียงชมอีกครั้ง

ซ่งฉีเหยียนคลี่ยิ้ม “งั้นครั้งหน้าฉันจะพาเธอมาที่นี่อีกถ้าเธอชอบ”

เซี่ยเหลียงกระพริบตา…….ยังมีครั้งหน้าอีกงั้นเหรอ

เซี่ยเหลียงที่ไม่มีเซนส์ด้านทิศทาง จู่ๆก็สังเกตอะไรขึ้นมาหลังจากตามซ่งฉีเหยียนมาพักหนึ่ง “รุ่นพี่คะ พวกเราจะไปไหนกันน่ะ ลานจอดรถเหมือนจะอยู่อีกด้านนี่……”

“ฉันพาเธอมาเดินเล่น ช่วยเรื่องการย่อยอาหารน่ะ เดี๋ยวจะพาไปอีกที่ด้วย” ซ่งฉีเหยียนตอบ ก่อนมองเธอ “เธอเหมือนจะไม่มีเซนส์เรื่องทิศทางเลยนะ” เธอเพิ่งรู้สึกตัวว่าเดินมาผิดทางหลังจากเดินมาตั้งนานขนาดนี้

เซี่ยเหลียงห่อปาก เขาไม่ต้องตรงไปตรงมาขนาดนี้ก็ได้……

ซ่งฉีเหยียนดันหมวกลง พยายามหยุดมุมปากที่จะขยับยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ดวงตารูปเมล็ดซิ่งภายใต้หมวกนั้นส่องประกายอย่างร่าเริง

ในฐานะนักชิม เซี่ยเหลียงเชื่อมั่นว่าความสุขที่สุดในโลกคือการได้กินของอร่อย

แต่ในฐานะนักชิม ปีที่แล้วในอเมริกาเธอกลับหดหู่แบบสุดๆ ถึงไชน่าทาว์นนั้นจะไม่ไกลจากโรงเรียนมากนักแต่เธอก็ต้องกินข้าวเกือบทุกมื้อที่โรงอาหารมหา’ลัย ทั้งเธอกับหลินเฉียนก็ไม่ได้เป็นแม่ครัวมือเอกแค่กินเพื่อไม่ให้หิวเท่านั้น

นอกจากนั้นต่อมรับรสนั้นถูกตามใจจากอาหารชั้นเลิศที่เธอออกมาทานกับแม่ทุกคืนที่เซี่ยงไฮ้ระหว่างวันหยุดฤดูร้อนสามเดือน

และวันนี้เซี่ยเหลียงอยู่กับเสียงโปรด และได้ทานบะหมี่และเกี๊ยวรสชาติดั้งเดิมแบบสุดๆเท่าที่เธอเคยทานมาหลังจากที่มาอเมริกา เธอนั้นท่วมท้นไปด้วยความสุข ชณะทิ่คิดว่าคงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว เธอก็มาถึงหน้าร้านขนมอบกับซ่งหนานชวน

เซี่ยเหลียงเบิกตากว้างขณะที่จ้องขนมหวานสุดหรูในตู้โชว์ก่อนหันไปทางซ่งฉีเหยียนแบบอึ้งๆ

“พะ……..พวกเราจะเข้าไปจริงเหรอคะ”

ซ่งฉีเหยียนมองเธอด้วยสายตาแปลกๆที่ส่งความหมายว่า “’งั้นมั้ง”

และแล้วพวกเขาก็เดินเข้าไปในร้านขนม แล้ว——เซี่ยเหลียงนั้นเหมือนหนูที่ตกลงไปในกระสอบที่เต็มไปด้วยข้าวสาร

เซี่ยเหลียงจ้องขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อยน่ารักน่าเอ็นดูตรงหน้า ทั้งเค้ก คุกกี้ โดนัท และพุดดิ้ง….. ดวงตาเธอเป็นประกาย

ดวงตาซ่งฉีเหยียนที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกมองความตื่นเต้นของเธอ และริมฝีปากที่โค้งขึ้นอย่างไม่ปิดบังของเธอ มือขวาที่ล้วงกระเป๋าอย่างเกร็งๆอยู่นั้นผ่อนคลายลง โชคดีที่เธอชอบ ……

เซี่ยเหลียงยืดหลังขึ้น ก่อนจิ้มแขนซ่งฉีเหยียน “รุ่นพี่คะ มีอะไรแนะนำไหม”

ซ่งฉีเหยียนนั้นเหม่อไปครึ่งวินาที ก่อนมองขนมหวานบนเคาท์เตอร์อย่างจริงจัง “แองเจิ้ลดรีมอันนี้ก็ดี เป็นบัตเตอร์เค้กตกแต่งด้วยช็อคโกแลต สตอเบอรี่ดูสดดี คงไม่หวานเกินไป บราวนี่อันนี้ก็ดี พุดดิ้งคาราเมลก็อร่อยมาก ฉันเคยกินสปริงอินปารีสแล้ว ลูกพีชสีเหลืองเข้าคู่กับชีสได้ดีมาก โดนัทที่นี่ก็ดังเหมือนกันแต่ฉันยังไม่เคยทาน…….”

ฟังเสียงโปรดของตัวเองแนะนำขนมหวานอย่างอ่อนโยนข้างหูแบบนี้ ความสนใจของเซี่ยเหลียงนั้นโดนหักเหไปจากขนมหวาน

“เป็นอะไรไปน่ะ” ซ่งฉีเหยียนมองเธอ

พอเซี่ยเหลียงรู้สึกตัว เธอก็พบว่าเธอกำลังมองดวงตาสีดำสนิทคู่หนึ่งอยู่ “อ้อ ไม่มีอะไรคะ เอ่อ…….” เธอเหลือบมองเคาท์เตอร์ ตัดสินใจไม่ถูก “ทานอะไรดี” พวกที่มีปัญหาในการเลือกแบบเธอนี่คือตัวอย่างคนราศีคนคู่ที่ดีที่สุดเลย

“แองเจิ้ลดรีมกับสปริงส์อินปารีสอย่างละชิ้นครับ” ซ่งฉีเหยียนตัดสินใจให้เธอ เขาหันมามองเธอ “ดื่มอะไรไหม”

เซี่ยเหลียงตอบ “อืมม์ ชาดำก็ดีค่ะ”

ซ่งฉีเหยียนพยักหน้า “ชาดำสองที่ด้วยครับ”

การออกเสียงภาษาอังกฤษของซ่งฉีเหยียนนั้นเป็นการออกเสียงตามมาตรฐานอเมริกันปนสำเนียงฝั่งตะวันออกนิดๆ

“อะไรเหรอ” เขาสังเกตสายตาของเซี่ยเหลียง

เซี่ยเหลียงส่ายศีรษะ เอียงคอยิ้มน้อยๆ “ฉันคิดว่าภาษาอังกฤษในละครจีนน่ะมีแต่พวกคนเขียนบทห่วยๆเขียน เมื่อไหร่ที่มีคนต่างชาติพูดภาษาอังกฤษ ตัวละครจีนมักจะพูดภาษาอังกฤษง่ายๆหรือตอบเป็นภาษาจีน หรือไม่ก็หาคนมาพากย์ภาษาอังกฤษทับทีหลัง ฉันคิดว่าคงเป็นเรื่องง่ายสำหรับเป้ยเหยียนต้าต้าถ้าจะพากย์เสียงบทภาษาอังกฤษน่ะค่ะ”

ซ่งฉีเหยียนยิ้ม “ไม่มีโอกาสให้ทำเท่าไหร่หรอก ฉันไม่รับพากย์ละครทีวีปัจจุบัน ฉันอัดเฉพาะละครโบราณหรือเกมส์เท่านั้น”

“ความสนใจของคุณเหรอคะ”

“จะพูดแบบนั้นก็ได้”

“อ้อ……”

อันที่จริงเซี่ยเหลียงฟังงานเป้ยเหยียนมาเกือบหมดแล้ว ไม่มีงานไหนที่เป็นละครยุคปัจจุบันเลย เขายังทำตัวติดดิน ไม่เคยแม้แต่ให้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำ

แล้วพอเธอคิดถึงตัวเอง ก็อดกระแอมน้อยๆไม่ได้ เหมือนว่าเธอจะเข้าใจเหตุผลของซ่งฉีเหยียนเหมือนกัน

เพราะเธอเองก็เป็นแฟนคลับละครโบราณเต็มตัวเหมือนกัน เธอเองก็ไม่เคยรับละครปัจจุบันยกเว้นแต่ว่าเพื่อนสนิทเธอจะขอร้องมา……

 

ฉันไม่ใช่นางเอก 22

บทที่ 22 การเต้นรำท่ามกลางแสงตะวัน

อีกสองวันซ่งหนานชวนก็ต้องไปแล้ว วันก่อนหน้าการเดินทางเขาใช้เวลายามค่ำคืนกับเผยอิง

ตอนเช้า เผยอิงไปส่งเขาที่สนามบิน ในห้องพักรอซ่งหนานชวนเตือนเธออย่างจริงจัง “ผมตั้งโทรศัพท์คุณให้โทรไปตปท.ได้แล้ว โทรหาผมทุกวันด้วยนะ”

“อืมม์ แล้วถ้าคุณยุ่งละคะ”

“การได้รับสายคุณสำคัญกว่าอยู่ดี”

เผยอิงอดสำลักน้อยๆไม่ได้ “ซีอีโอคนนี้รั้นจริงๆ”

ซ่งหนานชวนเลิกคิ้ว พูดต่อ “จำไว้ด้วยนะว่าต้องโทรหาวันละสามหน”

เผยอิงกระพือขนตา “ฉันโทรหาสี่ครั้งไม่ได้เหรอคะ”

ซ่งหนานชวนยิ้ม ก่อนจูบเธอ “แน่นอนว่า ยิ่งมากยิ่งดี”

คู่รักนั้นมักจะอ้อยอิ่งอาวรณ์เมื่องต้องห่างไกล… เซียวจางรวบรวมความกล้ามาขัดจังหวะ “ซีอีโอซ่ง ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้วครับ”

ซ่งหนานชวนทำหน้าบึ้งเล็กๆ ถึงเขาจะไม่อยาก แต่เขาก็ยอมปล่อยเผยอิงในที่สุด “ผมต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองดีๆ ทานข้าวให้ตรงเวลาด้วยล่ะ”

เผยอิงตอบกลับ “คุณน่ะเป็นคนที่ต้องทานข้าวให้ตรงเวลาต่่งหาก อย่าลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวเพราะว่าคุณยุ่งเสียล่ะ”

ซ่งหนานชวนยิ้ม “เรื่องที่ทำให้ผมยุ่งที่สุดทุกวันคือการคิดถึงคุณ”

เผยอิง “….”

วันนี้ซีอีโอซ่งแอบไปกินน้ำผึ้งที่ไหนมาเนี่ย ปากหวานจริงๆ…

“โอเค ผมต้องไปจริงๆแล้ว บาย” ซ่งหนานชวนจูบลาเธอก่อนขึ้นเครื่องไปพร้อมกับเซียวจาง

เผยอิงมองตามร่างที่หายไปช้าๆก่อนเดินจากไปลำพัง

คนขับรถซ่งหนานชวนมาส่งพวกเขาที่สนามบินดังนั้นเขายังรออยู่ด้านนอก พอเขาเห็นเผยอิงออกมาจากสนามบินก็ถามอย่างสุภาพ “คุณเผยครับ คุณต้องการไปที่ไหน”

เผยอิงคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนตอบ “พาฉันกลับอพาร์ตเมนท์ทีค่ะ”

“ได้ครับ” คนขับตอบรับ ท่ามกลางแสงตะวันสาดส่อง รถยนต์ก็มุ่งสู่จุดหมายปลายทางอย่างช้าๆ

จู่ๆโทรศัพท์เผยอิงก็ดังขึ้น เธอดึงออกมาดู เห็นว่าเป็นอวี้ไค่เจ๋อนั้นส่งข้อความมา

พูดถึงอวี้ไค่เจ๋อนั้นเธอก็ยังรู้สึกสับสนเกี่ยวกับเขา ตอนแรกที่เธอเจอเขาที่กองถ่าย LSSR เธอก็รักษาระยะห่างกับเขา แต่อวี้ไค่เจ๋อนั้นแอดเธอเป็นเพื่อนบนเว่ยซินอย่างเป็นธรรมดา

ความคิดเห็นของอวี้ไค่เจ๋อในห้องแชทนั้น ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจทำให้เผยอิงค่อนข้างคิดมาก แต่เขารักษาความสัมพันธ์ไว้อย่างดีจึงไม่รู้สึกอึดอัดทั้งคู่

เธอเปิดเว่ยซินอ่านข่าวล่าสุดของเขา

[อวี้ไค่เจ๋อ] ยูนิเวิร์ส พิคเจอร์ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายภาพยนตร์เรื่อง เต้นรำภายในแสงตะวันอันงดงาม (DIBS) มา พวกเราอยู่ในช่วงคัดเลือกนักแสดง ยังไม่มีการตัดสินใจเลือกนางเอก คุณสนใจมาคัดตัวไหม

เผยอิงอดแปลกใจไม่ได้ อวี้ไค่เจ๋อเคยบอกจะช่วยเธอหาบทก็จริง แต่หลังจากเธอประกาศคบหากับซ่งหนานชวนแล้วเธอคิดว่าเขาไม่น่าจะช่วยเธออีก แต่ผิดคาดที่เขายื่นมือมาหาเธอเร็วขนาดนี้

เธอจะบอกว่า อีคิสคนคนนี้าูงมาก หรือเขาเป็นผู้ชายที่ไม่เลวเลยดีนะ

ยังไงก็ตามเรื่องการดัดแปลง DIBS เป็นภาพยนตร์นั้นทำให้เธอสนใจ เผยอิงไม่ค่อยได้อ่านนิยาย แต่เธอเคยได้ยินเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้มาก่อน

ผู้ประพันธ์ดั้งเดิมของ DIBS นั้นคือ หนานเฟิงเหลียง นักเขียนนิยายรักหน้าใหม่ที่โด่งดังขึ้นมาช่วงสองปีนี้ เธอเพิ่งมีผลงานตีพิมพ์แค่สองเรื่อง แต่ทั้งสองเรื่องกลับถูกใจผู้อ่านจำนวนมากและขายดีสุดๆ

ถ้าใช้แสลงสมัยนี้คือ “ไอพีใหญ่” (IP ในที่นี้น่าจะหมายถึงทรัพย์สินทางปัญญา ในกรณีนี้คือชิ้นงานนั้นสามารถทำเงินจากขายลิขสิทธิ์ในการดัดแปลงต้นฉบับได้มากค่ะ”  

นี่ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เผยอิงมีตลอดเวลาที่อยู่ในวงการบันเทิงแล้ว ถ้าเธอได้เล่นเป็นนางเอก ความนิยมของเธอคงจะพุ่งกระฉูดเหมือนจรวด

เธอถือโทรศัพท์ พิจารณา ก่อนตอบอวี้ไค่เจ๋อ “ขอบคุณมากนะคะที่บอกฉันเรื่องนี้ ฉันจะถามผู้จัดการดู จะพยายามให้ได้บทนี้ค่ะ”

[อวี้ไค่เจ๋อ] โอเค

เผยอิงมอง “โอเค” ของเขาและคิดว่าการทำแบบนี้เหมือนการรื้อสะพานทิ้งหลังจากข้ามแม่น้ำหรือเปล่า แต่ในอนาคต ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เธอก็ไม่อยากรบกวนเขา

แต่ถ้าเธอทิ้งไว้แบบนี้ ก็หมายความว่าเธอยังติดค้างเขาอยู่

เธอคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนส่งไปอีกข้อความ “ตอนคุณมีเวลา พวกเราควรจะไปทานข้าวกับเทาเทากับ ฉันเลี้ยงเองค่ะคราวนี้”

ถึงเผยอิงก็ไม่ค่อยชอบเทาเทา แต่สำหรับสถานการณ์แบบนี้นี้เธอค่อนข้างมีประโยชน์ทีเดียว

และอวี้ไค่เจ๋อก็ตอบโอเคมาเรียบๆอีกครั้ง

เธอไม่พยายามลองเดาใจคุณชายน้อยท่านนี้ต่อ เพราะเธอแค่จะเลี้ยงเขาตอบแทนเขาแค่นั้นเอง เธอออกจากหน้าเว่ยซินไป โทรหาเฉินเซิง

เขารับสายอย่างรวดเร็ว เฉินเซิงถาม “ เสี่ยวเผยเอ้ย มีอะไรเหรอ

เผยอิงตอบ “จีเอ็มเฉินค่ะ ฉันได้ยินมาว่าเรื่องการเต้นรำกลางแสงตะวันอันงดงามนั้นกำลังแคสนักแสดงนำหญิงอยู่ คุณคิดว่ายังไงถ้าฉันจะไปเข้าร่วม”

เฉินเซิงเงียบไปชั่วครู่ อึ้งไปเล็กๆ ข่าวเรื่องยูนิเวิร์ส พิคเจอร์ซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทำเรื่อง DIBS นั้นยังไม่ประกาศต่อสาธารชน และการคัดเลือกนักแสดงนั้นกำลังดำเนินไปอย่างลับๆ พวกเขากำลังวางแผนประกาศการคัดเลือกนักแสดงกับข่าวเกี่ยวกับภาพยยนต์เรื่องนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง เผยอิงได้ยินข่าวนี้มาจากไหนกันเนี่ย

แต่สำหรับธุรกิจนี้ ทุกคนนั้นมีเครือข่ายของตัวเอง ความจริงที่ว่าเธอได้ยินข่าวเรื่องนี้หมายความว่าเธอมีเส้นสายดี… ซ่งหนานชวนบอกเธอเรื่องนี้เหรอ ยิ่งคิดเฉินเซิงก็ยิ่งคิดว่ายิ่งเป็นไปได้สูง เขาพูดแบบไม่ถามอะไรต่อมาก “การคัดเลือกนักแสดงนั้นกำลังดำเนินการอยู่จริงๆนั่นแหละ ฉันเองก็เพิ่งได้ข่าวมาเหมือนกัน แต่เทาเทานั้นก็วางแผนจะไปเช้าร่วมการออดิชั่นบทนี้เหมือนกัน”

ดวงตาเผยอิงนั้นหวั่นไหวไปเล็กน้อย ที่จริงจีเอ็มเฉินนั้นแจ้งแค่เทาเทาเรื่องนี้คนเดียว ถึงตอนนี้เธอจะดังกว่าเมื่อก่อน แต่เฉินเซิงก็ยังเข้าข้างเทาเทามากกว่าอยู่ดี”

เทาเทานั้นเป็นที่นิยมกว่าเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่คิดว่ามันลำเอียงหรืออะไร เธอถามตามปกติ “หนึ่งบริษัทนี่สามารถส่งนักแสดงเข้าร่วมได้คนเดียวเหรอคะ”

“อันที่จริงก็…ไม่นะ” เฉินเซิงลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพูดกับเธอ “ฉันได้ยินว่าหลีซีซีเองก็จะเข้าร่วมเหมือนกัน เธอก็รู้ว่านี่คือ IP ชิ้นใหญ่ ดังนั้นการแข่งขันนั้นจะน่ากลัวมาก… งั้นแบบนี้เป็นไง ฉันจะส่งทั้งข้อมูลของเธอกับเทาเทาไป เหมือนกันประกันสองต่อ พวกเธอคนใดคนหนึ่งอาจจะทำให้หลี่ซีซีตกรอบก็ได้”

“ตกลง ขอบคุณนะคะ จีเอ็มเฉิน”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ทีมโปรดักชั่นจะคัดกรองข้อมูลก่อนส่งประกาศแจ้งเรื่องสถานที่วันเวลาการออดิชั่นเอง รอข่าวจากฉันนะ”

“ได้ค่ะ” หลังจากเผยอิงวางสาย ก็อดถอนหายใจเฮือกเล็กๆไม่ได้

เล็ก เพราะว่าเธอค้นพบว่าหลี่ซีซีจะมาออดิชั่นบทนี้ หลีซีซีนั้นเป็นนักแสดงเกรดหนึ่งที่มีฉายาว่า เทพธิดาโอตาคุ เธอมีแฟนคลับบนเว่ยป๋อมากกว่าสิบล้านคนเสียอีก

เผยอิงรู้สึกว่า ถ้าเทียบฝีมือการแสดงเพียงอย่างเดียว เธอคงเอาชนะหลีซีซีได้ แค่ถ้าเทียบเรื่องความนิยมแล้ว เธอแพ้แบบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว

เธอถอนหายใจเบาๆก่อนตัดสินใจไม่คิดอะไร และหันไปอ่านนิยาย DIBS แทน

เธอใช้เวลาไปสองวันอ่านนิยายจนจบ นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่เฉินเซิงแจ้งเธอว่าทั้งเธอกับเทาเทาผ่านการกรองรอบแรกและสามารถไปเข้าร่วมการออดิชั่นได้

การออดิชั่นนั้นจะมีขึ้นภายในห้าวันที่สำนักงานใหญ่ของยูนิเวิร์สพิคเจอร์ และเพราะตัวละครหลักนั้นเป็นนักเต้น การออดิชั่นจึงมีการเต้นรำด้วย

ผู้กำกับบอกว่าพวกเขาจะไม่ใช้ตัวแสดงแทนเลีย และนักแสดงต้องถ่ายทำฉากเต้นรำเองทั้งหมด ดังนั้นการออดิชั่นเลยจะมีการเต้นรำเล็กๆด้วย” นอกจากเรื่องรายละเอียดแล้วเขายังส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้ทางอีเมลล์ด้วย “ฉันส่งท่าเต้นที่เธอต้องแสดงไปให้แล้ว ท่าเต้นนี้ถูกออกแบบโดยครูสอนเต้น และทุกคนต้องแสดงโดยใช้ท่าเต้นชุดเดียวกันหมดสำหรับการออดิชั่น”

“ค่ะ” เผยอิงยังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตอนที่ได้รับอีเมล์ เธอรีบเปิดูทันที วีดีโอนั้นมีความยาวแค่หนึ่งนาทีครึ่งเท่านั้น แต่สำหรับนักแสดงที่ไม่เคยเต้นรำแล้ว ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง”

เผยอิงดูวีดีโอคร่าวๆ ครูที่ออกแบบท่าเต้นนั้นคงคิดว่านักแสดงส่วนใหญ่นั้นคงไม่มีประสบการณ์การเต้นเท่าไหร่ ดังนั้นท่าเต้นหลักๆนั้นจึงเป็นท่าพื้นฐาน แต่การเคลื่อนไหวเป็นวงกลมสลับไปมานั้นยังค่อนข้างยาก”

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้คือ อี้เฟยเยวี่ย ในวงการนี้เขาดังเรื่องจู้จี้มาก ดังนั้นเธอต้องซ้อมมาดีๆ เพราะจะมีผลต่อการคัดเลือกนักแสดงมาก

“ตกลงค่ะ ฉันจะซ้อมเยอะๆ” เผยอิงนั้นเคยได้ยินเรื่องอี้เฟยเยวี่ยที่แสนโด่งดังมาบ้าง เพราะว่าเขาชื่นชอบความสมบูรณ์แบบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องงาน ดังนั้นคำพูดบางคำนั้นจึงโหดร้ายมาก บางคนถึงกับเรียกเขาว่า “เฉียวอี้เฉินของวงการภาพยนตร์เลยที่เดียว “

“โอเค การถ่ายทำ MV ของเธอก็เรียบร้อยแล้ว งั้นหลายวันนี้เธอก็ตั้งใจเรียนท่าเต้นไปนะ ฉันหาครูสอนเต้นมาแล้ว ถ้ามีคนสอน จะเรียนรู้ได้เร็วกว่า”

“อ่ะ ขอบคุณนะคะ จีเอ็มเฉิน”

“ครูสอนเต้นจะมาที่นี่ตลอดสี่ห้าวัน เธอกับเทาเทามาได้เลยตอนที่มีเวลา”

“อ้อ ได้ค่ะ”

ขณะที่การเตรียมตัวการไปออดิชั่นของเผยอิงนั้นอยู่ในโหมดเต็มที่ ซ่งหนานชวนเองก็ยุ่งกับการจัดการธุรกิจในสถานที่แสนห่างไกล

เขาก็ประชุมร่วมกับหุ้นส่วนตั้งแต่เช้าจนบ่ายโมง หลังจากเดินออกจากห้องประชุม เขาก็ให้เซียวจางจัดการเรื่องโน๊ตการประชุม ที่จะนำมาทบทวนดูอีกครั้งภายหลัง

เซียวจางรู้ดีว่าเหตุผลที่เขารีบเร่งทำงานนั้นคือการได้จัดการธุระให้เสร็จอย่างรวดเร็ว เขาจะได้รีบกลับบ้านไปหาเผยอิงเร็วขึ้น แต่การทำงานแบบไม่กินไม่ดื่มนั้นไม่ดีต่อสุขภาพเลย

เพราะเหตุผลนั้นเกี่ยวกับเผยอิง เขาก็เลยได้แต่ใช้เผยอิงมากดดันเจ้านายตัวเอง “ซีอีโอซ่งครับ ตอนคุณจากมา คุณเผยกำชับคุณให้ทานข้าวดีๆ”

ซ่งหนานชวน  “….”

เขาก้มลงหัวเราะ ก่อนมองไปทางเซียวจางถาม “ถ้าผมไม่ทานข้าวดีๆ คุณจะไปรายงานเธอเหรอไง”

“ผมไม่กล้า” เซียวจางก้มหัวลง ทำตัวเชื่อฟัง

ซ่งหนานชวนนั้นยังยิ้มอยู่ ขณะที่เดินออกจากลิฟท์นั่นเองเขาพูด “งั้นไปทานข้าวกลางวันกันเถอะ ร้านอาหารน่าจะยังเปิดอยู่นะ”

เขากับเซียวจางไปยังร้านอาหารสไตล์ตะวันตกที่ไปบ่อยๆ ตอนที่เขามาถึงนั้นก็เกือบได้เวลาปิดแล้ว แต่เพราะซ่งหนานชวนเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้าน ครัวเลยทำอาหารต่อให้พวกเขา

“จานหลักวันนี้คือล็อบสเตอร์กับซอสสไตล์อเมริกัน” จานของซ่งหนานชวนถูกหัวหน้าพ่อครัวยกมาด้วยตัวเอง พวกเขารู้จักกันมาหลายปีและเขาก็เป็นพ่อครัวคนโปรดของซ่งหนานชวน

“ขอบคุณครับ” ซ่งหนานชวนหยิบมีดขึ้นมา กัดหนึ่งคำ เขาชะงักก่อนเปลี่ยนไปเล็กน้อย “จริงด้วย สุดยอดแห่งอาหารจานหลักคือล็อบสเตอร์นะ อิงอิง…”

เขาเงยหน้าแบบไม่รู้สึกตัว อยากให้เผยอิงชิมสักคำ แต่เขาก็พบว่าไม่มีใครอยู่ตรงหน้า

เซียวจางแกล้งทำเหมือนไม่ได้ยินอะไร ทานต่อเงียบๆข้างซีอีโอ ทำเหมือนว่าไม่มีตัวตน

พอซ่งหนานชวนได้สติว่าตัวเองนั้นอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแววตาก็หมองลง เขาทานกุ้งมังกรต่อแบบไม่อยากอาหารเท่าไร

หัวหน้าเชฟที่ไม่แน่ใจสถานการณ์นั้นยืนอยู่ข้างๆ เขาคิดว่าอาหารอาจจะมีปัญหา “คุณซ่งครับ กุ้งมังกรมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ”

ซ่งหนานชวนเงยหน้ายิ้ม “ไม่ครับ มันอร่อยมาก”

อร่อยจนเขาอยากให้เผยอิงมาทานด้วยเลย

เขาถ่่ายรูปส่งไปให้เผยอิง “ผมกำลังทานล็อบเตอร์เป็นมื้อกลางวันอยู่ อร่อยสุดๆเลย ครั้งหน้าคุณต้องมากับผมนะ คุณต้องชอบแน่”

พอเผยอิงตื่นมาตอนเจ็ดโมงครึ่ง ก็พบว่าซ่งหนานชวนนั้นส่งรูปล็อบสเตอร์มาตอนตีหนึ่ง

เผยอิง “….”

รายงานตัวตั้งแต่เช้าเลยแฮะ

แต่ล็อบสเตอร์นั้นน่ากินสุดๆเลย

วันที่ซ่งหนานชวนออกเดินทางไปนั้น เธอก็กดเพิ่มนาฬิกาเวลานิวยอร์กในมือถือ เธอตรวจสอบว่าเป็นเวลาเกินหนึ่งทุ่มแล้ว ถ้าโทรหาก็น่าจะปลอดภัย

โทรศัพท์เพิ่งดังเพียงครั้งเดียวก่อนที่ซ่งหนานชวนจะรับ “อิงอิง คิดถึงผมไหม”

เผยอิงทำจมูกย่อ “ฉันเห็นรูปล็อบสเตอร์ที่คุณส่งมาเมื่อเช้าแล้วนะคะ ฉันคิดถึงคุณมากเลยค่ะ”

ซ่งหนานชวนหัวเราะน้อยๆ “ไว้ครั้งหน้าผมจะพาคุณมาด้วยนะ พวกเราจะได้ออกไปหาอะไรๆสนุกทำกันด้วย”

“…หือ”

“ที่โน้นเพิ่งเจ็ดโมงเช้าเองไม่ใช่เหรอ ทำไมตื่นเช้าจัง มีงานใหม่เหรอ”

“ใช่ค่ะ” จู่ๆสมองเผยอิงก็โลดแล่น “มีหนังใหญ่ที่กำลังคัดตัวนางเอกอยู่ ฉันกำลังเตรียมตัวไปออดิชั่น วันนี้เลยจะไปออฟฟิศเรียนเต้นค่ะ”

“คลาสเต้นรำเหรอ”

“อื้ม นางเอกน่ะเป็นนักเต้น ผู้กำกับเลยอยากทดสอบทักษะการเต้นด้วยน่ะค่ะ”

“แบบนี้นี่เอง”

เผยอิงลุกขึ้นนั่ง ก่อนมุ่งหน้าไปห้องน้ำ “งั้นฉันไม่คุยกับคุณต่อแล้วนะคะ ฉันต้องไปเรียนแล้ว”

“ได้ อย่าลืมทานข้าวเช้าล่ะ” ซ่งหนานชวนส่งจูบผ่านโทรศัพท์

พอเผยอิงได้ยินเสียงจุ๊บผ่านโทรศัพท์ ใบหน้าก็แดงก่ำขึ้นมาทันที

หลังจากทานอาหารแล้วลงไปให้อาหารแมวแล้ว เผยอิงก็ขึ้นแท็กซี่ไปที่ออฟฟิศเหมือนกับทุกครั้ง

คลาสตอนเช้านั้นยังไม่เริ่มกระทั่งเก้าโมง เธอไปถึงเร็วจึงตัดสินใจทำความคุ้นเคยาักเล็กน้อยก่อน พยายามเต้นตามวีดีโอด้วยตัวเอง

พอใกล้เก้าโมง เทาเทาก็มาถึง เผยอิงพยักหน้าให้เธอ เป็นการทักทาย ก่อนยืดเส้นยืดสายต่อ

เทาเทานั้นสวม เสื้อกล้ามและกางเกงสำหรับออกกำลังกายเหมือนเผยอิง เธอเดินมาทางเผยอิงและยืดเส้นตาม “เผยเผย ซีอีโอซ่งของเธอไปเมืองนอกเหรอ”

ดวงตาเผยอิงนั้นเป็นประกาย ตอบเสียงเรียบ “อื้ม เขาบอกว่ามีธุระต้องจัดการน่ะ”

“อ้อ” เทาเทาตอบก่อนหันมามองเธอ “ซีอีโอซ่งน่ะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของยูนิเวิร์ส พิคเจอร์ใช่ไหม เธอได้ข่าวจากเขาไหม”

“ข่าวอะไรเหรอ”

“ก็ข่าวแบบว่า หลี่ซีซี ได้รับเลือกเป็นนางเอกเรื่อง DIBS แล้วไงล่ะ”

เผยอิงเริ่มยืดขา ก่อนหันมามองเทาเทา ที่เธออยากรู้น่ะ ไม่ใช่ว่าหลีซีซีน่ะโดนเลือกอย่างลับๆแล้วหรอก แต่เป็นเรื่องที่ตัวเธอเองน่ะได้รับเลือกจากซ่งหนานชวนเป็นการลับๆแล้วหรือเปล่าน่ะสิ

เธอยิ้มให้เทาเทา ตอบ “ถึงซีอีโอซ่งจะเป็นหุ้นส่วนใหญ่ที่ยูนิเวิร์ส พิคเจอร์ แต่เขายังก็มีบริษัทตัวเองด้วยนะ เขาไม่มีเวลามาถามเรื่องยูนิเวิร์สหรอก”

ที่เธอพูดนี่ไม่ได้โกหกแม้แต่น้อย ซ่งหนานชวนนั้นยุ่งกับเรื่องที่บริษัทจริงๆ เขาแค่โยนเงินสองหมื่นล้านหยวนให้ยูนิเวิร์ส พิคเจอร์ แต่ไม่เคยมายุ่งวุ่นวายอะไร

“อ้อ แบบนั้นเองเหรอ” เทาเทาพูด ใครจะไปรู้ว่าเธอเชื่อแค่ไหน

ครูสอนเต้นก็มาถึงหลังจากนั้นไม่นานนัก หลังจากที่ได้รับวีดีโอไปเมื่อวานนี้ ครูก็ทำงานล่วงเวลาเล็กน้อยเพื่อเรียนรู้ท่าเต้นอย่างรวดเร็ว วันนี้เธอก็แนะนำเผยอิงกับเทาเทา

การที่มีครูมาสอนนี่ทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วกว่าการเรียนรู้ด้วยตัวเองมาก เผยอิงใช้เวลาทั้งคืนไปกับวีดีโอ แต่ทำตามไม่ได้ถึงสามสิบวินาทีของวีดีโอด้วยซ้ำ มาเรียนกับครูวันนี้ ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวเธอก็เรียนท่าพื้นฐานไปได้จนหมดแล้ว

ท่าเต้นนี้ไม่ยากเกินไป แต่ก็ไม่เรียกว่าง่ายสำหรับคนไม่มีพื้นฐานการเต้นเลยเหมือนกัน สิ่งสำคัญก็คือการซ้อมให้มาก เพื่อทำความคุ้นเคยกับท่าเต้นและรายละเอียด ครูอธิบายขณะที่เธอแก้ไขการเคลื่อนไหวของเผยอิงกับเทาเทา

หลังจากจบวันนั้น เผยอิงก็จำท่าเต้นได้หมดแล้ว แต่การเต้นรำให้งดงามนั้นก็จำเป็นต้องซ้อมให้มาก เหมือนกับที่ครูบอกนั่นเอง

เทาเทานั้นมีงานตอนบ่าย เธอเลยออกไปตอนบ่ายสามโมง หลังจากคลาส เผยอิงทานข้าว พักผ่อนสักพัก ก่อนกลับไปที่สตูดิโอเพิ่มฝึกซ้อม

เธอซ้อมขณะอยู่หน้ากระจก บางครั้งบางคราวก็เธอลืมท่าโน้นท่านี้ และก็จะดูวีดีโอซ้ำ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนที่ยากที่สุดของการเต้นนี้คือท่าหมุนตัวที่เธอทำไม่สำเร็จเสียที

เธอตัดสินใจทำความคุ้นเคยกับท่าอื่นก่อนแล้วค่อยกลับมาลองหมุนตัวอีกครั้ง

เธอซ้อมไปถึงสามทุ่มโดยไม่รู้ตัว ไฟถนนนั้นสว่างขึ้น เผยอิงเก็บของมุ่งหน้ากลับบ้าน

แท็กซี่จอดลงตรงด้านข้างถนน ปล่อยเธอลงตามปกติ เผยอิงออกมาจากรถ มุ่งหน้ากลับอพารตเมนท์ ตอนที่เธอสังเกตุเห็นเงาตะคุ่มของผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้

คิ้วเธอนั้นขมวดเข้าหากัน ก่อนจะเลือกทางเดินที่สว่าง พอเธอเดินผ่านต้นไม้ ก็ตั้งใจจะเหลือบมอง และก็มีคนแปลกหน้ายืนอยู่ใต้ต้นไม้จริงๆ เขาไม่สูงมากและสวมโค้ทสีดำกับรองเท้าผ้าใบสีขาว

เธอรีบก้าวเท้าขณะที่เดินผ่านต้นไม้ ก่อนจะสังเกตุว่าชายหนุ่มนั้นเหมือนจะกำลังตามเธออยู่

เธอมุ่งหน้าสู่อพาร์ตเมนท์ที่เรียกว่ามีรั้วครึ่งหนึ่ง ถึงจะมีห้องที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยนั่งอยู่ก็จริง แต่ส่วนใหญ่ก็มีหน้าที่แค่รับส่งของ และก็ไม่มีการบันทึกคนเข้าออกด้วย

เผยอิงที่ได้ยินเสียงฝีเท้าด้านหลัง อดก้าวเร็วขึ้นไม่ได้ แต่คนคนนั้นก็ยังตามเธอจนถึงตึก

เผยอิงนั้นแทบจะบุกเข้าไปข้างใน

หลังจากปิดประตูล็อคแล้ว เธอก็ยังอดกลัวไม่ได้ คนนั้นตามเธอจริงๆหรือเปล่า หรือเธอจะคิดมากไปเอง ข่าวเกี่ยวกับสาวโสดที่โดนโรคจิตไล่ตามนั้นผุดขึ้นมาในสมองเธอไม่หยุด เผยอิงทำให้ตัวเองกลัวเสียแล้ว

เธอกลืนน้ำลาย พยายามเก็บความกลัวไว้ และไปตรวจสอบว่าหน้าต่างทุกบานนั้นลงกลอนอย่างดี

หลังจากคืนนั้นผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเธอก็มุ่งหน้าไปที่สตูดิโอเต้นรำเหมือนกัน

เพราะว่าเรื่องชายใต้ต้นไม้ เธอเลยกันเหนียวด้วยการกลับเร็วหน่อย เป็นเวลาแค่สองทุ่มเท่านั้นเมื่อเธอถึงบ้าน

แต่ผู้ชายคนนั้นก็ยังอยู่ใต้ต้นไม้

ความตื่นตัวของเผยอิงนั้นพุ่งสูงขึ้นทันที ในกระเป๋าเธอมีเครื่องสำอางค์หลายชิ้นที่พ่นละอองได้ เธอคิดทบทวนว่าเก็บไว้ตรงไหน จะได้ควักออกมาฉีดใส่ตาคนได้ถูก

เธอก้มหัวน้อยๆเหมือนจะหลบตา แต่พอเธอเดินผ่านต้นไม้ไปก็ได้ยินเสียงเขาหัวเราะขึ้นมา

หัวใจเผยอิงนั้นเหมือนหลุดออกมาจากอก เธอวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หยุดลงตรงหน้าห้องการ์ด มีแค่ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังดูทีวีอยู่ข้างใน พอเธอเห็นเผยอิงเข้ามาด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีก็ถามขึ้นว่า “มีอะไรหรือเปล่าคะ มารับพัสดุเหรอ”

“”ไม่ค่ะ” เผยอิงพยายามควบคุมลมหายใจ ขณะที่มองไปข้างนอก ผู้ชายคนนั้นยังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ มองมาทางเธอ เผยอิงรีบเบือนสายตากลับมา บอกผู้หญิงวัยกลางคนว่า “ฉันไม่รู้จักคนที่อยู่ใต้ต้นไม้ตรงนั้น แต่เหมือนเขาจะตามฉันมา อย่าให้เขาเข้ามานะคะ”

“ตามคุณเหรอ” ผู้หญิงคนนั้นเหลือบมองไปที่ต้นไม้ก่อนหันกลับมาหาเผยอิง “ผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ตรงนั้นมาพักใหญ่แล้ว คงรอใครอยู่มั้งคะ”

“ไม่…” เผยอิงกัดริมฝีปาก พอเห็นสีหน้าร้อนรนของอีกฝ่ายก็กลืนคำพูดที่เหลือลงไป

ลืมมันไปซะ ถ้าพรุ่งนี้ผู้ชายคนนี้ยังอยู่ เธอก็จะแจ้งตำรวจละกัน

พอเธอถึงบ้าน เธอก็ตรวจสอบและลงกลอนประตูและหน้าต่างทุกบานอย่างละเอียดเช่นเดียวกับคืนก่อน ก่อนจะหายใจออกนั่นเอง โทรศัพท์ก็ดังขึ้น

เผยอิงเกือบจะหวีดร้องด้วยความกลัวแล้ว รีบคว้าโทรศัพท์ เห็นว่าเป็นซ่งหนานชวนโทรมา

เธอรวบคฃรวบความคิด กดรับโทรศัพท์ “ชวนชวน”

อีกด้านของโทรศัพท์ ซ่งหนานชวนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถาม “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเสียงคุณแปลกๆ”

เผยอิงเกือบจะหลุดปากว่ามีคนแปลกหน้าตามเธอ แต่ก็หยุดทันก่อนจะหลุดจากปลายลิ้น ซ่งหนานชวนนั้นอยู่ต่างประเทศ ไม่ใช่ว่าเขาจะรีบกลับมาได้ ถ้าเธอบอกเขาเรื่องนี้ ก็ทำให้เขาเป็นห่วงเสียเปล่าๆ ตอนนี้เขายุ่งสุดๆ เธอไม่อยากเป็นภาระให้เขาเพิ่มหรอก

เธอยิ้มเอ่ย “สองวันนี้ฉันซ้อมเต้นน่ะค่ะเลยเหนื่อยมาก”

ซ่งหนานชวนถามอย่างจริงจัง “คุณไม่ต้องทำงานหนักขนาดนี้ก็ได้ คุณเป็นผู้หญิงของซีอีโอนะ ผมบอกคุณแล้วว่าผมจะดูแลคุณเอง”

เผยอิงอดหัวเราะไม่ได้ “คุณฟังดูเหมือนซีอีโอแล้วนะ”

ซ่งหนานชวนหัวเราะเช่นกัน “รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง”

“อื้อ”

“แต่ผมจริงจังเรื่องดูแลคุณนะ อย่าทรมาณตัวเองทำให้เหนื่อยเกินไปล่ะ เข้าใจไหม”

“ฉันรู้ค่ะ”

“อีกสองวันผมก็จะกลับแล้ว อยากได้อะไรไหม ผมจะซื้อของขวัญไปฝาก”

“อื้ม…” เผยอิงคิด “ที่โน้นมีอะไรบ้างเหรอคะ”

ซ่งหนานชวนตอบ “ก็กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า แบรนด์เนมทั้งหลาย ผมควรจะซื้อให้คุณสักเซ็ตนะ”

“ฮ่าๆๆ แน่นอนสิคะ” เผยอิงหัวเราะ ด้วยน้ำเสียงสดชื่น

ซ่งหนานชวนหัวเราะคลอไปด้วย เอ่ย “ในเมื่อคุณเหนื่อยมาก งั้นคุณควรจะไปนอนได้แล้ว ฝันดีครับ” ก่อนเสริม “จะดีมากเลยถ้าผมอยู่ในนั้น”

ริมฝีปากเผยอิงโค้งขึ้น “โอเคค่ะ ราตรีสวัสดิ์นะคะชวนชวน อ่ะ ไม่ใข่สินะ ฉันควรจะพูดอรุณสวัสดิ์สินะคะ”

ซ่งหนานชวนหัวเราะ “รีบไปนอนเถอะ เผยอิงที่รัก”

“ได้ค่ะ ชวนชวนที่รัก” เผยอิงวางสาย ความเครียดและความกังวลทั้งหมดก็หายไปจนหมด

การซ้อมเต้นวันที่สามนั้นคือวันที่ห้าหลังจากซ่งหนานชวนเดินทาง

หลังจากผ่านไปสองวัน เผยอิงก็คุ้นเคยกับท่าเต้นแล้ว ถึงแม้จะมีบางท่าที่ยังไม่เป๊ะ เธอรู้สึกว่าตอนนี้ถึงเวลาซ้อมท่าหมุนตัวแล้ว

วันนั้นคุณครูก็ทบทวนเทคนิคที่ใช้ในการหมุนตัว และช่วยแนะนำเผยอิงต่อ

เทาเทาไม่ได้เข้ามากระทั่งบ่าย เต้นอยู่สองชั่วโมงก่อนออกไป เผยอิงไม่ได้สนใจอะไรเธอมาก และยังฝึกหมุนตัวไปยังหน้ากระจกต่อ

เธอกำลังค่อยๆเริ่มจับแนวทางได้ แต่อาจจะเพราะซ้อมจนล้า การสูญเสียการควบคุมแค่เสี้ยววินาทีก็ทำให้เธอข้อเท้าเคล็ดเสียแล้ว

เผยอิงปล่อยลมหายใจอันเจ็บปวด ก่อนกระโดดเหยงๆไปที่กำแพงเพื่อนั่งลง ข้อเท้าเธอบวมเล็กน้อย ถ้าเธอไม่ขยับก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้ากดโดนเล็กน้อยก็ปวดขึ้นมา

พอครูเห็นเธอบาดเจ็บก็มาตรวจดู “ไม่เป็นไร มันไม่ร้ายแรงเท่าไร แค่ประคบน้ำแข็งเดี๋ยวก็ดีแล้ว”

“อืมม์” เผยอิงพยายามขยับ กังวลว่าภายในสองสามวันนี้เธออาจะเต้นไม่ได้

“วันนี้กลับบ้านไปพักเถอะ พรุ่งนี้น่าจะดีขึ้น วันนี้อย่าเต้นต่อเลย”

“ได้ค่ะ” เผยอิงค่อยๆพยุงตัวเองขึ้น เก็บของ เพื่อรับรองว่าเธอจะสามารถไปเต้นในการออดิชั่นได้ เธอแวะไปหาหมอก่อนนั่งแท็กซี่กลับบ้าน

เธอไม่เคยคิดว่า คนแปลกหน้านั้นจะยังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ทั้งๆฟ้าสว่างแบบนี้

She hadn’t expected that, despite the sky still being lit, that stranger was still standing under the tree there.

ฉันไม่ใช่นางเอก 21

บทที่ 21 เล่นกับไฟ

จดหมายจากทนายของซ่งหนานชวนนั้นทำให้ปาปารัสซี่ไม่กล้าแหยมอีก เหมือนว่าละครเกี่ยวกับเขาและเผยอิงคงไม่มีบทที่สี่ตามมาอักในอนาคตอันใกล้

“ซีอีโอซ่งของเธอน่ะยอดมากเลย ปาปารัสซี่พวกนี้ปกติน่ากลัวสุดๆ แต่พอจดหมายจากทนายนั้นส่งออกไป เว่ยป๋อทุกอันก็ถูกลบทิ้งไวเหมือนฟ้าแลบเลยล่ะ ตอนนี้ทุกอย่างก็กลับมาสงบอีกครั้งแล้ว” เหรินซานซานส่องเว่ยป๋อไปด้วยขณะรายงานความคืบหน้า

เผยอิงเงยหน้าเล็กน้อยขณะที่ช่างแต่งหน้าให้เธอ เธอไม่กล้าขยับตัวมากนัก “ปาปารัสซี่พวกนี้ชอบรังแกดาราตามใจชอบ แต่บริษัทซ่งหนานชวนต้องมีทนายแน่ๆ พวกเขาคงไม่กล้าพอที่จะต่อต้านเขาหรอก”

“จริงด้วยสิ อาณาจักรตระกูลซ่งน่ะใหญ่ขนาดนี้ จะทำให้ใครปิดกิจการน่ะไม่ยากเลย” เหรินซานซานเริ่มอิจฉา “ฉันเองก็อยากจับซีอีโอสักคนนะ ซีอีโอซ่งของเธอน่ะมีเพื่อนที่เป็นซีอีโอบ้างไหม”

เผยอิง “… ถึงเขาจะมี ฉันก็ไม่(ยอมให้เขา)แนะนำให้เธอรู้จักหรอก ฉันไม่อยากให้เธอไปทำร้ายคนอื่นน่ะ”

เหรินซานซาน “….”

เธอถลึงตามองเผยอิงแบบไม่พอใจ “เธอหมายความว่ายังไงน่ะ ถึงขาฉันจะไม่ยาวเท่าเธอ แต่ตรงที่ฉันควรมีฉันก็มีหมดนะยะ เธอจะมาบอกว่าฉันจะทำร้ายพวกเขาได้ไงกันน่ะ”

“…เพราะว่าเธอมีมากเกินไปไง ฉันเลยกลัวเธอไปทำให้พวกเขาลุกออกจากเตียงไม่ได้น่ะสิ”

เหรินซานซานนั้นกำลังจะแย้ง ขณะที่คิดทวนคำพูดของเผยอิงก็รู้สึกแปลกใจ “เผยอิงอิงจ๋า เธอจะมีผู้ชายในมือก็ไม่แปลก คำพูดแบบนี้เอาชนะฉันได้สบายๆเลย”

เผยอิง “….”

การมีเพื่อนแบบเหรินซานซาน และแฟนแบบซ่งหนานชวน… เธอยังจะเหลือความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาไว้ได้ตรงไหนกัน

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอรู้ว่าเหมือนวิญญาณนั้นกำลังโดนทรมาน

หลังจากแต่งหน้าเสร็จ การถ่ายแบบก็เริ่มต้นขึ้นและดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

ธีมหลักที่เหรินซานซานคิดมาคราวนี้คือผลไม้สีสันสดใส ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่มีลายผลไม้ แต่เหรินซานซานนั้นถึงกับเตรียมผลไม้ต่างๆมาใช้ประกอบการถ่ายแบบให้ดูน่ากินยิ่งขึ้นอีกด้วย

การแต่งหน้าของเผยอิงนั้นอ่อนหวานมาก ขอบตานั้นมี่อายชายโดว์สีแดงกับกากเพชรเกลี่ยไว้ ดูเหมือนสาวน้อยวัยใสไม่มีผิด

ครั้งนี้เสื้อผ้าแบบใหม่ในร้านนั้นมีไม่เยอะเกินไปดังนั้นการถ่ายแบบจึงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว พอได้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้า เผยอิงก็แอบกินสตอเบอรี่และถ่ายรูปส่งไปให้ซ่งหนานชวนด้วย

[อิงอิง] เป็นไงคะ น่ารักใช่ไหม

[ชวนชวน] น่ารักมากเลย ผมอยากกัดสักคำ (ตะกละ)

[อิงอิง] (หัวเราะ)

[ชวนชวน] วันนี้ที่ออฟฟิศค่อนข้างยุ่งน่ะ ไม่น่าจะออกมาเร็วได้ คุณจะเสร็จกี่โมง ผมจะได้ส่งรถไปรับมาที่บ้านผม แล้วผมจะแวะรับคุณไปทานข้าวเย็นหลังเสร็จงาน

[อิงอิง] ได้ค่ะ ฉันน่าจะเสร็จสักสี่โมง

[ชวนชวน] ตกลง ผมจะให้คนรถไปถึงก่อนสักแป็ปนะ

[ชวนชวน] รักคุณนะ (ส่งจูบ)

“เผยอิงจ๋า หัวเราะอะไรอยู่คนเดียวน่ะ ต้องมาอ่อยผู้ชายตอนเปลี่ยนเสื้อด้วยเหรอจ๊ะ” เหรินซานซานเหลือบมองเผยอิงที่กลอกตาใส่ รสเปรี้ยวๆของความรักนั้นลอยล่องอยู่ในอากาศ

เผยอิงทำปากยื่นก่อนยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋า ก่อนไปเปลี่ยนเสื้อผ้าถ่ายแบบต่อ

หลังจากถ่ายรูปเรียบร้อยก็เป็นเวลา บ่าย 3:30. คนขับของซ่งหนานชวนนั้นรออยู่ข้างนอกแล้ว เผยอิงเปลี่ยนชุดกลับเป็นของตัวเอง แต่ขี้เกียจล้างหน้าเลยตรงออกไปทั้งแบบนั้น

เหรินซานซานนั่งอยู่ตรงหน้าต่างเฝ้ามองเธอนั่งรถออกไปในมายบัคคันนั้น เธอคิดจริงๆว่าควรจะจับซีอีโอให้ได้สักคน

คนขับรถนั้นพาเผยอิงมาส่งที่บ้านซ่งหนานชวนก่อนกลับออฟฟิศ ประตูบ้านซ่งหนานชวนนั้นมีล็อคสองชั้น ชั้นแรกเป็นรหัส ส่วนอีกชั้นเป็นสแกนลายนิ้วมือ

เผยอิงให้คนขับส่งลงด้านในรั้ว ก่อนเดินผ่านสวนเข้าไปลำพัง ติดกับบ้านสามชั้นขนาดใหญ่นั้นเป็นโรงรถ ถึงเผยอิงจะไม่เหฃคยเห็นซ่งหนานชวนขับรถเอง นอกจากมายบัคแล้วยังมีรถแลมโบกินี่กับปอร์เช่อีกด้วย

หลังจากสแกนนิ้ว ประตูบ้านก็เปิดออกและเธอก็เดินเข้าไป

ตอนนี้บ่ายสี่โมงนิดๆ เธอไม่รู้ว่าซ่งหนานชวนจะกลับมาเมื่อไหร่ ดังนั้นเธอเลยงัดโทรศัพท์ออกมาเล่นเกมส์รอ พอห้าโมงเผยอิงก็เริ่มหิว เพราะถ่ายแบบเธอเลยไม่ได้ทานข้าวเที่ยง

ภายในตู้เย็นซ่งหนานชวนนั้นมีอาหารนิดหน่อย เผยอิงจ้องอยู่แป็ปๆ แต่ตัดสินใจกลับห้องนั่งเล่น ล้วงเส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาจากกระเป๋า

เธอหยิบมาจากสตูดิโอของเหรินซานซาน เหรินซานซานชอบทานเส้นหมี่นี้มาก ตอนแรกเผยอิงเองก็ไม่ค่อยชอบนักหรอกเพราะเธอทานหน่อไม้ดองไม่ได้ แต่เพราะมันหอมสุดๆตอนซานซานทาน เลยอดชิมไม่ได้

ท้ายที่สุดความอร่อยก็ดึงดูดเธอเข้าไปจนได้

เธอตรงเข้าครัวไปทำเส้นหมี่อย่างร่าเริง พอเสร็จเธอก็หาชามใบใหญ่มาใส่

เธอคิดว่าซ่งหนานชวนคงจะยุ่ง กว่าจะกลับคงทุ่มสองทุ่ม ดังนั้นเธอทานเส้นหมี่ชามนี้หมดแล้วก็น่าจะออกไปทานข้าวเย็นกับเขาได้อย่างสบายๆ

ความเจริญอาหารนั้นเป็นสิ่งบอกบ่งถึงสุขภาพที่แข็งแรง

แต่ผิดคาด เธอทานเส้นหมี่ไปได้แค่ครึ่งชาม ซ่งหนานชวนก็กลับมาแล้ว เผยอิงซดเส้นเข้าปาก ก่อนหันไปเห็นซ่งหนานชวนเดินเข้ามา

พอซ่งหนานชวนเดินเข้ามานั้นก็ได้กลิ่นฉุนกึก เป็นอะไร…ที่เกินบรรยาย เขาทำหน้าเบ้ก่อนรีบเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น เห็นเผยอิงนั่งอยู่ด้านข้าง

“เผยซิวจ้วน คุณทำอะไรในบ้านผมน่ะ” เขาอยากปาสเปรย์ปรับอากาศใส่เธอสุดๆ

เผยซิวจ้วนกระพริบตาอย่างใสซื่อ “ฉันแค่ทำเส้นหมี่ทานเอง”

คิ้วซ่งหนานชวนนั้นขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม “บะหมี่อะไรเหม็นขนาดนี้ คนกินได้เหรอเนี่ย”

“โหลวซีเฟิน ถึงกลิ่นจะแรงแต่อร่อยมากเลยนะ” เผยอิงลุกขึ้นหยิบชามยื่นไปตรงหน้าซ่งหนานชวน “คุณอยากชิมดูไหม”

(Note: Wiki on the noodles)

“ไม่ล่ะ ขอบคุณ” ซ่งหนานชวนอดก้าวกลับไปก้าวหนึ่งแบบไม่รู้สึกตัวไม่ได้ “คุณไปกินไอ้นั่นในห้องน้ำได้ไหม”

เผยอิง “….”

ตอนนั้นเธอก็มีปฏิกิริยาคล้ายๆกันตอนที่เห็นเหรินซานซานกินครั้งแรกแหละ แต่การที่บอกให้เธอไปกินในห้องน้ำมันไร้หัวใจเกินไปหน่อยเหรอ

ขณะที่เธอกำลังอยู่ในภวังค์นั้นเอง ซ่งหนานชวนก็เริ่มเปิดหน้าต่างห้องนั่งเล่น เผยอิงอดหัวเราะขณะนั่งลงทานต่อไม่ได้ “คุณน่ะเรื่องมากไปได้ เทียบกับเต้าหู้เหม็นแล้ว โหลวซีเฟินก็ไม่ได้แย่นักหรอก”

“คุณอยากทานเต้าหู้เหม็นในบ้านผมด้วยเหรอเนี่ย” ซ่งหนานชวนเลิกคิ้วใส่ เผยอิงเห็นจากแววตาว่าหัวใจเขากำลังแตกสลาย

เธอเริ่มคิดอะไรชั่วร้ายขึ้นมาได้ เช็ดปากก่อนเดินไปกอดเอวซ่งหนานชวน “ชวนชวน~”

เธอเรียกเขาแบบน่ารักเหมือนแมว คิ้วซ่งหนานชวนกระตุก “อย่าเรียกผมสิ”

เผยอิงยั่วเขาต่อ “ชวนชวน จูบฉันทีหนึ่งสิ”

ซ่งหนานชวน “….”

พอเห็นริมฝีปากเม้มแน่นของเขา เผยอิงก็ปล่อยเสียงหัวเราะลั่น “ชวนชวน เมื่อกี้คุณบอกว่าอยากกัดฉันสักคำไม่ใช่เหรอคะ”

ขณะที่พูด เธอก็เอนเข้าไปจูบซ่งหนานชวนที่หันหน้าหนีจูบที่จู่โจมเข้ามา ก่อนใช้สองมือดันศีรษะเธอออกห่าง “พอได้หรือยัง”

เผยอิงกระพริบตา “ซีอีโอพูดแบบนี้ได้ไงกัน”

ซ่งหนานชวนไม่ขำด้วย “แล้วซีอีโอควรจะพูดแบบไหนล่ะ”

เผยอิงกระแอม ก่อนแสดงสีหน้าพร้อมจะกัดคน คิ้วเหมือนกำลังส่งสัญญาณเตือน “คุณผู้หญิง คุณกำลังเล่นกับไฟอยู่นะ”

ซ่งหนานชวน “….”

เธอเปลี่ยนสีหน้าได้เร็วแบบนี้ เขาควรจะชมทักษะการแสดงของเธอนะ

เขามองคนตรงหน้า ใบหน้าเธอยังเต็มไปด้วยเครื่องสำอางค์จากการถ่ายแบบ ดูสดใสเหมือนเด็ก อายแชโดว์สีแดงตรงขอบตานั้นน่ากินเหมือนสตอเบอรี่

เขาหัวเราะเบาๆก่อนพูดตามเธอ “คุณผู้หญิง คุณกำลังเล่นกับไฟอยู่นะ”

ขณะที่เผยอิงกำลังจะชมเขาว่าเรียนรู้ได้เร็วจริงๆนั่นเอง เขาก็เริ่มจูบเธอ และพอซ่งหนานชวนทิ้งตัวลงบนโซฟา เธอก็รู้สึกว่า…เธอกำลังเล่นกับไฟอยู่จริงๆนั่นแหละ

“คะ-คุณไม่ได้กำลังหลบฉันอยู่เหรอ…”

เผยอิงพยายามจะหลบ ก่อนที่ซ่งหนานชวนจะคว้าแขนเธอ เขายิ้มให้เธอพูด “ผมค้นพบว่ารสชาติมันก็ไม่ได้แย่นักหรอก”

เผยอิง “….”

หลังจากเขากินเธอลงท้องจนเกลี้ยง ซ่งหนานชวนก็กอดเธอไว้ หายใจเข้าลึกๆ “ยังอยากทานข้าวเย็นอยู่ไหม”

“ค่ะ…” เผยอิงตอบแบบอืดอาด “ตอนกลางวันฉันไม่ได้กินอะไรเลย แล้วฉันก็กินหมี่นั่นไปครึ่งชามเอง”

เธอจะน่าสงสารไปแล้ว…

ซ่งหนานชวนหัวเราะ แนบริมฝีปากเข้ากับใบหู กระซิบ “งั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปทานข้าวกันไหม”

“ฉันไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากขยับด้วย…”

“งั้นผมสั่งอาหารให้มาส่งนะ”

“ได้ค่ะ…”

ซ่งหนานชวนอุ้มเธอขึ้นชั้นบน ปล่อยให้เธออาบน้ำ ก่อนไปเก็บกวาด หลังจากกำจัดเส้นหมี่แล้วซ่งหนานชวนก็โทรไปร้านอาหารก่อนไปอาบน้ำเหมือนกัน

อาหารมาอย่างรวดเร็ว ตอนซ่งหนานชวนเดินออกมาจากห้องน้ำ กริ่งประตูก็ดังขึ้น เขาเปิดประตูให้พนักงานส่งของยกอาหารกล่องใหญ่เข้ามา

ซ่งหนานชวนไม่ได้ให้เขาจัดวางอาหาร แค่ให้เขาทิ้งกล่องไว้เท่านั้น ก่อนเขาจะจัดอาหารลงบนโต๊ะ ที่ละจานๆ ขณะที่เขาจะขึ้นไปเรียกเผยอิงนั้น เธอก็เดินลงมาเอง

“เยี่ยม” ซ่งหนานชวนส่งยิ้มให้เธอ “คุณลงมาเพราะได้กลิ่นอาหารหรือเปล่า”

เผยอิงทำจมูกย่น “โหลวซีเฟินของฉันไปไหน”

“ทิ้งไปแล้ว” ซ่งหนานชวนตอบเรียบๆ

“คุณกล้าทิ้งได้ยัง”

“จะให้ผมทำยังไงล่ะ คุณจะกินต่อเหรอ มันเย็นชืดแล้วนะ”

เผยอิงนั่งลงตรงโต๊ะแบบอารมณ์ไม่ดี มองเขา “แล้วคุณจะเสียใจ ถ้าคุณได้ชิมคุณต้องหลงรักรสชาติของโหลวซีเฟินแน่ๆ”

คิ้วซ่งหนานชวนกระตุก “ผมไม่ลองทานหรอก” แค่กลิ่นก็เกินพอแล้ว

หลังจากทานเสร็จ ซ่งหนานชวนก็โทรหาร้านให้มาเก็บจาน ก่อนจะดึงเผยอิงไปที่ห้องนั่งเล่นเพื่อไปดูหนัง

เผยอิงนั้นมีความคาดหวังแบบอย่างเมื่อพูดถึงแผ่นบลูเรย์เรียบร้อยแล้ว แต่เพราะอาจจะเพิ่งทำไป ซ่่งหนานชวนเลยนั่งดูหนังกับเธอเงียบๆจริงๆเป็นครั้งแรก

พอเครดิตตอนจบเริ่มเล่น ซ่งหนานชวนก็ดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขนก่อนก้มลงจูบปากเธอ “อีกสองสามวันผมจะไปต่างประเทศนะ”

“ต่างประเทศ?” เผยอิงแปลกใจ “ที่ไหนคะ”

“นิวยอร์ก” ผมต้องไปจัดการธุระด้วยตัวเองน่ะ

“อ้อ…” เผยอิงพยักหน้า

ซ่งหนานชวนกอดเธอไว้ ดวงตามีแววอาวรณ์ “ผมจะกลับตอนจัดการเรื่องทั้งหลายเสร็จ น่าจะไม่เกินอาทิตย์หนึ่งนะ”

“ค่ะ”

“ทำไมคุณไม่มากับผมล่ะ”

“…ฉันยังต้องถ่าย MV นะคะ”

“ผมถึงบอกคุณว่าไม่ต้องทำงานไง” ซ่งหนานชวนแสดงความไม่พอใจเล็กๆขณะที่จูบเธอเร็วๆ “รอผมนะ”

 

ฉันไม่ใช่นางเอก 20

บทที่ 20 เรื่องบนเตียง

ตอนที่เผยอิงอยู่บนเตียงนั้น เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเรื่องมันดำเนินมาถึงจุดนี้ได้ยังไง
ซ่งหนานชวนกำลังปิดปากเธอด้วยจุมพิตดูดดื่ม ถึงเธออยากจะผลักเขาออกเธอก็แข็งแรงไม่พอ
ขณะที่ตกอยู่ในภวังค์นั้น เธอก็ได้ยินเสียงฉีกถุงน่อง ขณะที่พวกเขาจูบกันก็มีเสื้อผ้าน้อยลงเรื่อยๆ สัมผัสของผิวหนังเปลือยเปล่านั้นทำให้เธอตื่นเต้นจนอดยืดลำตัวไม่ได้
เมื่อซ่งหนานชวนเต็มอิ่มแล้ว เขาก็ยอมปล่อยริมฝีปากเธอ ก่อนดึงกล่องเล็กๆสีสดใสออกมาจากใต้หมอน เผยอิงมองเขาที่กำลังสวมถุงยางด้วยดวงตาพร่ามัว ที่ปลายถนนเธอเอ่ย “คุณไม่ได้พูดว่า…คุณอยากจะคุยหรอกเหรอคะ…”
“ใช่” ซ่งหนานชวนก้มร่างกายส่วนล่าง สอดนิ้วเรียวยาวเข้ามาในเรือนผมสีเข้มของเธอ จนกระทั่งเขาเจอหน้าผากเธอ “แทนที่จะใช้คำพูดสื่อสาร ผมอยากใช้ร่างกายในการพูดคุยมากกว่า”
เผยอิง “….”
ริมฝีปากเธอแดงสดจากการจูบของซ่งหนานชวน มันเผยอออกเล็กน้อยเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ซ่งหนานชวนถือโอกาสนี้จูบเธออย่างลึกล้ำอีกครั้ง
และพอเสื้อผ้าชิ้นสุดท้ายถูกถอดออก ซ่งหนานชวนก็ฉวยโอกาสที่ความสนใจเธออยู่ที่อื่นนั้นสอดแทรกเข้าไปในกายเธอ
“อา…” ความรู้สึกแปลกๆนี้ทำให้เผยอิงนิ่วหน้าอย่างไม่สบายตัว มือซ่งหนานชวนเลื่อนมาที่อกขณะที่จูบเธอต่อ เบี่ยงเบนความสนใจ
“เจ็บมากไหม” เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกาย เสียงหายใจหนัก เผยอิงสูดหายใจเข้าหลายครั้งก่อนมองเขาเอ่ย “ดีกว่าครั้งก่อนหน่อยค่ะ…”
ซ่งหนานชวนจูบไล่ตามลำคอเธอ ลงไปจรดไหปลาร้า ไม่เก็บซ่อนความต้องการต่อไปอีก
หลังจากเผยอิงเสร็จสม ทั้งคู่นอนอยู่บนเตียง หายใจหอบ ซ่งหนานชวนกอดเผยอิงจากด้านหลัง เกลี่ยผมยาวออกไป ขณะที่เขาเริ่มพรมจูบไปตามแผ่นหลัง
พอเผยอิงกลับมาหายใจเป็นปกติแล้ว เธอก็หันกลับมามองซ่งหนานชวน “พวกเราคุยกันหน่อยได้ไหมคะ”
ซ่งหนานชวนกอดเธออีกครั้งก่อนจูบจมูก “อะไรเหรอ”
เสียงเขานั้นยังมีร่องรอยของความต้องการเจืออยู่ขณะที่พูดกับเธอ เผยอิงพยายามสงบสติอารมณ์มองเขา “ครั้งหน้าอย่าฉีกถุงน่องฉันได้ไหมคะ ถอดดีๆไม่ได้เหรอ”
ซ่งหนานชวนชะงัก แปลกใจเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าเธอจะพูดอะไรแบบนี้ หัวเราะ มองเธออย่างขี้เล่น “ไม่ใช่ว่าถุงน่องผู้หญิงถูกสร้างมาให้ฉีกเหรอ”
“…….ใครเป็นคนบอกคุณแบบนั้นน่ะ!” สมองผู้ชายนี่มีแต่เรื่องลามกเหรอไง ถ้าเขาฉีกมันแบบนี้ เธอคงมีถุงน่องไม่พอใช้แน่ๆ
ซ่งหนานชวนที่เหมือนมองเธอทะลุ หัวเราะเอ่ย “ไม่ต้องห่วงหรอก ผมจะให้คนไปซื้อสักพันคู่เลย”
เผยอิง “……นั่นมันไม่ใช่ประเด็นสักหน่อย! ทำไมคุณต้องฉีกถุงน่องด้วยล่ะ?”
“อืมม์ ก็ผมชอบนี่นา”
เผยอิง “….”
ตาเธอบอดเหรอเนี่ยที่ดันไปคิดว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษที่มีความยับยั้งชั่งใจน่ะ
เผยอิงปิดตาลง ไม่อยากคุยต่อ ซ่งหนานชวนเห็นสีหน้าเธอแล้ว มุมปากก็ขยับขึ้นเป็นรอยยิ้มน้อยๆ เขาจุมพิตดวงตาเธอ “งั้นผมขอถามอะไรคุณหน่อยได้ไหม”
เผยอิงลืมตาขึ้นช้าๆ มองเขา “อะไรคะ”
“ต้องเป็น ‘หญิงสาวในมหาสมุทร’ เวอร์ชั่นไวโอลินเท่านั้นหรือเปล่า เปียโนไม่ได้เหรอ”
เผยอิงแปลกใจนิดๆ เขาถามถึงเรื่องขอแต่งงานเหรอเนี่ย หัวใจเธอเหมือนจะเริ่มโบยบิน แต่พอเห็นสีหน้าคาดหวังของซ่งหนานชวนแล้ว เธอก็มีความคิดอะไรขึ้นมา
เธอถือโอกาสที่ได้รับข้อมูลใหม่ ยิ้มอย่างร่าเริง “ไม่ได้ค่ะ ก็ฉันชอบเวอร์ชั่นไวโอลินนี่นา”
ซ่งหนานชวน “…”
เขากอดเธอไว้ในอ้อมแขน หัวเราะ ก่อนลุกขึ้นจากเตียง สวมชุดนอนส่งๆก่อนเดินไปที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ เหมือนจะมองหาอะไร เผยอิงคว้าผ้าห่ม ลุกขึ้นนั่งอย่างสงสัย ก่อนถาม “คุณหาอะไรคะ”
ซ่งหนานชวนขยับคิ้วไปมาอย่างลึกลับ ไม่ตอบ หลังจากผ่านไปชั่วครู่เขาก็ชูซีดีแผ่นหนึ่งขึ้น โบกไปมาตรงหน้าเผยอิง “น่ารักดีนะ ซิงเกิ้ลเดบิวต๋ของคุณเนี่ย”
เผยอิงอึ้งสนิท
… ทำไมเขาถึงมีประวัติศาสตร์อันแสนมืดหม่นของเธอได้ล่ะเนี่ย
ซ่งหนานชวนเปิดคอม หยิบซีดีใส่ ไม่นานหนักเสียงทำนองสดใสก็เริ่มเล่น
พอได้ยินเสียงร้องเพลงเมื่อสามปีก่อนของตัวเอง ความรู้สึกมากมายก็ผุดขึ้นมา “ทำไมคุณถึงมีซีดีได้เนี่ย เขาหยุดขายไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
ซ่งหนานชวนตอบ “เซียวจางให้ผมมาน่ะ อะไรกัน เทียบกับสามปีก่อน การร้องเพลงคุณพัฒนาขึ้นตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ เพลงนี้ยังผ่านเบื้องหลังมาแล้วด้วยนะ”
“อืมม์… ฉันพัฒนาขึ้นมากจริงๆแหละ ยังไงฉันก็เข้าเรียนคลาสดนตรีมาตลอดสามปีที่ผ่านมานะ”
“งั้น คุณก็น่าจะมั่นใจในตัวเองกว่านี้สิ คุณร้องได้ดีมากเลยนะ”
เผยอิงอดยิ้มไม่ได้ “ขอบคุณค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะแสดงฝีมือให้เฉียวอี้เฉินเห็นให้ได้เลย”
คิ้วซ่งหนานชวนกระตุก เขาปิดคอมก่อนเดินมาดึงเผยอิงไปกอดเสียแน่น “คุณกล้าพูดถึงผู้ชายคนอื่นตอนอยู่บนเตียงของผมงั้นเหรอ หือ”
เผยอิง “….”
นี่มันเป็นปัญหาแบบไหนกันแน่เนี่ย
เธออยากจะทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง แต่ซ่งหนานชวนนั้นเริ่มจุมพิตเธออีกครั้งแล้ว ไม่เหลือพื้นที่ให้อธิบายใดๆ เผยอิงที่รู้สึกถึงการแสดงออกของเขาก็ดึงตัวเองออกจากห่างริมฝีปากคู่นั้น เอ่ยด้วยใบหน้าแดงก่ำ “พรุ่งนี้ฉันยังต้องร้องเพลงอยู่นะคะ”
ซ่งหนานชวนทาบทับเธอ เสียงหายใจหอบถี่เล็กๆ พูด “ไม่ต้องรอพรุ่งนี้หรอก คุณร้องได้ตอนนี้เลย ร้องเพลงให้ผมฟังสิ”
“….” เผยอิงมีถ้อยคำอีกเป็นร้อยพันที่เธออยากพูด แต่พวกมันถูกเขากลืนไปหมด
โชคดีจริงๆที่กิจกรรมคืนนั้นไม่ได้ทำลายเสียงของเผยอิง เธอนึกออกเลยว่าโปรดิวเซอร์เฉียวจะว้ากเธอแบบไหนถ้าเสียงเธอหายไปจริงๆ
ในที่สุดเธอก็สามารถร้องเพลงได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เฉียวอี้เฉินยืนอยู่นอกห้อง เฝ้ามองเธอผ่านกระจก “ตอนเริ่มคุณทำได้ดี แต่คุณไม่สามารถควบคุมโน๊ตสูงๆได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเรียนรู้ได้ภายในไม่กี่วัน เวลาถ่ายทำนั้นมีจำกัด และผมก็ไม่มีเวลารอคุณด้วย ดังนั้นพวกเราจะอัดช่วงนั้นประโยคต่อประโยค”
“อ้อ ได้ค่ะ…” ถึงเขาจะบอกให้เธอร้องประโยคต่อประโยค เฉียวอี้เฉินก็ดูอารมณ์ดีกว่าเมื่อวานมาก
“ใช้ท้องควบคุมการหายใจให้มากที่สุด ไม่น่าจะยากเกินไปสำหรับหนึ่งประโยค ที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของเบื้องหลังละกัน”
“อ้อ…”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เริ่มได้เลย”
เผยอิงทำตามคำบอก ร้องที่ละบรรทัด การร้องเพลงแบบนี้นั้นง่ายกว่ามาก และการอัดเสียงก็เป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น
พอถึงเวลาพัก เผยอิงก็ถามวิศวกรห้องอัด “วันนี้บอสเฉียวดูอารมณ์ดีขึ้นนะคะ เทียบกับเมื่อวานเขาเหมือนเทวดาเลย”
วิศวกรห้องอัดเหลือบมองเฉียวอี้เฉินที่ไปกดน้ำตรงประตู กระซิบเสียงค่อย “ภรรยาบอสเฉียวไปเล่นคอนเสิร์ตอยู่ข้างนอกพักใหญ่ เธอเพิ่งกลับบ้านเมื่อวาน ดังนั้นอารมณ์เขาต้องดีขึ้นแน่ ความสัมพันธ์การแต่งงานเมื่อคืนต้องกลมเกลียวกันมากแน่ๆ”
เผยอิง“….”
เฉียวอี้เฉินส่งสายตาเย็นยะเยีบมาให้พวกเขา เผยอิงกับวิศวกรห้องอัดก็ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงทันที เฉียวอี้เฉินวางแก้วน้ำในมือลง เดินมา “ในเมื่อคุณสองคนไม่อยากพัก งั้นพวกเราก็ต่อกันเลยเถอะ”
“ตกลงค่ะ…” เผยอิงรีบกลับไปในห้องอัด
หลังจากร้องมาทั้งบ่าย เพลงก็อัดจนเสร็จ หลังจากที่เฉียวอี้เฉินประกาศว่าวันนี้จบลงแล้ว เขาก็มองเผยอิงเอ่ย “ถึงการอัดจะออกมาสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าร้องสดเมื่อไหร่ ก็จะเผยจุดนี้ออกมาอยู่ดี”
“ฉันทราบค่ะ…”
ที่จริงเผยอิงอาจะพูดว่าเธอจะซ้อมการหายใจและพัฒนาให้ดีขึ้น แต่เฉียวอี้เฉินกลับพูดว่า “คุณน่าจะเอาดีด้านการแสดงอย่างเดียวนะ”
เผยอิง “….”
ได้ค่ะ บอส
เธอเดินออกมาจากห้องอัดและซ่งหนานชวนนั้นก็รอเธออยู่แล้ว พอเห็นเธอเดินออกมา เขาก็เดินมาหา “อัดเสร็จแล้วเหรอ”
“อืมม์” เผยอิงพยักหน้า ซ่งหนานชวนมองเฉียวอี้เฉินเดินออกมา ดึงไหล่เผยอิงมาโอบอย่างสนิทสนม ยิ้มเอ่ย “เยี่ยมเลย พวกเราไม่ต้องมาให้คนที่นี่รังแกอีกแล้ว”
เฉียวอี้เฉินเหลือบมองเขา “กรุณาดูแลเธอให้ดีๆด้วย หูของผมจะไม่ต้องโดนเสียงร้องเพลงของเธอทรมานอีก”
เผยอิง “….”
แม้กระทั่งตอนจบ เธอก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
หลังจากการอัดเพลงแล้ว งานต่อไปของเผยอิงคือรอแผ่นมาสเตอร์ แล้วเธอต้องไปถ่าย MV เหรินซานซานเติมตารางว่างเปล่าของเธอด้วยการถ่ายแบบของร้าน
การถ่ายแบบนั้นมีตอนบ่าย ดังนั้นเผยอิงจึงนอนตื่นสาย ตอนที่ตื่นเธอก็ออกไปให้อาหารแมว
หลังจากที่คบกับซ่งหนานชวนแล้วเธอก็แทบไม่ได้กลับห้องตัวเองเลยด้วยซ้ำ เวลาไปทานมื้อค่ำกับเขา เธอก็โดนลักพาตัวกลับบ้านเขาทุกครั้ง
“เฮย กับ ฮวาจ๊ะ ฉันขอโทษนะ ตั้งสองวันแล้วที่ไม่ได้ให้อาหารพวกเธอน่ะ” เผยอิงลูบหัวพวกแมว รอให้กินเสร็จก่อนกลับขึ้นห้อง
หลังจากทานข้าวโอ๊ตกับโยเกิร์ตเสร็จ เธอก็เช็คเว่ยป๋อ เผยอิงรู้สึกว่ามันนานมาแล้วที่เธอรู้สึกสงบสุขแบบนี้
เธอเลื่อนผ่านเว่ยป๋ออยู่สองสามนาที ก่อนเห็นเรื่องราวตอนที่สามของเธอกับซ่งหนานชวน
เผยอิง “…”
ปาปารัสซี่พวกนี้รักเธอจริงๆเลยนะเนี่ย
พวกปาปารัสซี่นั้นเปลี่ยนวิธีการอีกแล้ว พาดหัวข่าวครั้งนี้คือ “หลังจากดาราหญิง เผยอิง กับผู้บริหารตระกูลซ่ง ซ่งหนานชวนประกาศคบหากันอย่างเป็นทางการแล้ว เธอก็โดนจับได้ว่าเข้าออกแมนชั่นของซ่งหนานชวนหลายครั้ง”
ปาปารัสซี่พวกนี้มีทักษะน่าทึ่งจริงๆ ไม่ใช่แค่หาบ้านซ่งหนานชวนในเมือง A เจอ พวกเขายังคอยเฝ้าอยู่ด้านนอกอีกด้วย แต่ปฏิกิริยานั้นไม่ได้ใหญ่โตเท่าครั้งก่อนๆ อันที่จริงมีคอมเมน์ด้านลบจากชาวเนตอีกด้วย
น่าเบื่อชะมัด พวกเขาอีกแล้วเหรอ คนดังมีอยู่แค่เนี้ยเหรอไง
พวกเขาประกาศคบหากันแบบนี้แล้ว การที่เธอจะเข้าออกบ้านเขามันแปลกตรงไหน (แคะขี้มูก) นักข่าวคนนี้ต้องโสดแหงๆ (แคะขี้มูก)
บรรณาธิการเอ้ย ทำตัวแบบนี้ระวังตัวไว้เถอะ ซีอีโอซ่งอาจจะทำให้คุณล้มละลายได้นะ (ยิ้ม)
เxี่ยเอ้ย ใช้เผยเผยของพวกเรามาเรียกร้องความสนใจอีกแล้วเรอะ! ถ้าคุณกระตือรือร้นขนาดนี้ ทำไมไม่ไปห่วงเรื่องสวัสดิภาพสังคมล่ะ
ฉันเป็นคนเดียวที่คิดว่าเผยอิงน่ะกำลังทำลายตัวเองอยู่เหรอ
……
เผยอิงรู้สึกว่าถ้าทุกอย่างยังเป็นแบบนี้อยู่ ละครเรื่องนี้คงดำเนินถึงตอนจบอันยิ่งใหญ่เร็วๆนี้แน่ นอกจากนี้เหรินซานซานบอกว่า เพราะเว่ยป๋อเธอนั้นมีคนสนใจเยอะขึ้น ร้านพวกเธอเลยขายดีขึ้นด้วย บางคนถึงกับบอกว่าตามมาจากเว่ยป๋อของเผยอิงเลยด้วยซ้ำ
จากมุมนั้น เธอก็รู้สึกขอบคุณปาปารัสซี่ขึ้นมา
แต่สำหรับซ่งหนานชวนแล้ว การที่ปาปารัสซี่มาวุ่นวายอยู่ข้างนอกบ้านเขาน่ะ ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของเขาไปแล้ว
“ไปหามาซิ ว่าบริษัทไหนเป็นคนลงข่าวนี้ ให้ฝ่ายกฏหมายส่งจดหมายไป บอกว่าผมจะฟ้องเรื่องการลุกล้ำความเป็นส่วนตัว และก็เรียกร้องสิทธิ์ในการใช้รูปของผมด้วย”
“เข้าใจแล้วครับ” เซียวจางตอบอย่างนอบน้อมก่อนขยับตัวไปสะสางงานตามคำสั่ง

รักสี่ฤดู 4

การพบพานท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วง 2

เซี่ยเหลียงรับแก้วน้ำตรงหน้ามาเหมือนหุ่นยนต์ ประสบการณ์นี้เหมือนไม่ใช่ความจริงแม้แต่น้อย
ท่านเทพเป้ยเหยียนผู้ยิ่งใหญ่ = ซ่งฉีเหยียน = เพื่อนร่วมมหา’ลัย
ไม่ว่าจะมองยังไงสมการนี้มันโหดร้ายเกินไปแล้ว
“น้ำใส่น้ำแข็งนะ ดื่มช้าๆหน่อย” ซ่งฉีเหยียนเตือนเธออย่างอบอุ่น
ฟังเสียงไอดอลตัวเอง เซี่ยเหลียงรู้สึกเหมือนไม่ได้กำลังดื่มน้ำแต่เป็นไวน์ดีกรีสูง
ซ่งฉีเหยียนเห็นเซียเหยียนที่กำลังเหม่อลอย เขาถอดหมวกมาเล่นในมือ ปากก็โค้งขึ้นเล็กน้อย “ฉันดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ”
เซี่ยเหลียงสำลักอีกครั้ง…….
ซ่งฉีเหยียนลูบหลังให้เธออย่างอ่อนโยน พอเธอดีขึ้นแล้วก็โบกมือไปมา “ไม่ค่ะไม่ ไม่ใช่แน่นอน……”
ซ่งฉีเหยียนหัวเราะน้อยๆ “แต่เธอดูตกใจมากตอนเห็นฉันนะ”
เซี่ยเหลียงสงบลงแล้ว ทำแก้มป่อง “ฉันต้องแปลกใจสิคะ……….อา เป้ยเหยียนต้าต้า คุณยังจำฉันได้ใช่ไหม”
ซ่งฉีเหยียนมองเธอ “ความจำฉันไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ”
……
เซี่ยเหลียงไม่รู้จะคุยอะไรต่อดี
เธอมีคำถามมากมายในสมองที่อยากถามแต่ไม่รู้จะถามยังไง ในที่สุดเธอก็ถามอะไรที่งี่เง่าสุดๆออกไป “เป้ยเหยียนต้าต้า คุณเป็นนักเรียนที่นี่เหรอคะ” เธออยากกัดลิ้นตัวเองตอนถามจบ มันชัดเจนขนาดนั้น……..
ซ่งฉีเหยียนทำเหมือนไม่ได้สังเกตุอะไร ตอบคำถามอย่างจริงจัง “อืม ฉันเรียนเอกเวชศาสตร์คลีนิก ปริญญาเอกปีสอง”
เซี่ยเหลียงแปลกใจ “ปริญญาเอกปีสองเหรอคะ” เขาดูไม่แก่กว่าเธอสักเท่าไหร่เลย ทำไมถึงอยู่ปริญญาเอกปีสองแล้วล่ะ……
ซ่งฉีเหยียนเอียงคอ “ทำไมเหรอ”
เซี่ยเหลียงสางผม “อ้อ ฉันแค่กำลังคิดว่าเป้ยเหยียนต้าต้าน่ะดูเด็กมากเลย……”
ซ่งฉีเหยียนตอบอย่างตรงไปตรงมา “โปรแกรมพิเศษน่ะ”
เซี่ยเหลียง “อ้อ……”
การสนทนานี้ช่างยากลำบากเหลือเกิน TAT
ซ่งฉีเหยียนหยุดเล่นกับหมวกในมือ ขณะที่เซี่ยเหลียงพยายามหาหัวข้อสนทนามาพูดต่อ เขามองเซี่ยเหลียงนิ่งๆ “อย่าเรียกฉัน ‘เป้ยเหยียนต้าต้า’ เลย ชื่อจีนฉันคือซ่งฉีเหยียน หรือจะเรียกชื่อภาษาอังกฤษอัลเบิร์ตก็ได้”
เขาแนะนำตัวแบบเป็นทางการแล้ว เซี่ยเหลียงก็ต้องทำเหมือนกัน “สวัสดีค่ะ ฉันเซี่ยเหลียง เซี่ยจากฤดูร้อน เหลียงมาจากเย็น ชื่ออังกฤษคือซัมเมอร์ค่ะ” ก่อนเสริม “ไอดีออนไลน์ของฉันคือ จือเซี่ย ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ……..รุ่นพี่ซ่ง”
หลังจากพิจารณาอย่างดี เธอรู้สึกว่าใช้รุ่นพี่น่าจะดีกว่า
ซ่งฉีเหยียนพยักหน้า “ยินดีที่ได้รู้จัก เซี่ยเหลียง”
แค่ได้ยินเสียงเขาก็ทำให้เซี่ยเหลียงหน้าแดงได้แล้ว — — อาการเสพติดเสียงเพราะๆนี่รักษาไม่ได้จริงๆ
“เธอพากย์เสียงมานานแค่ไหนแล้ว”
ซ่งฉีเหยียนคีบเค้กชิ้นเล็กขึ้นมาจากโต๊ะ ถามขณะที่เซี่ยเหลียงเค้นหาหัวข้อการสนทนาจากสมอง
เซี่ยเหลียงคิด “อื้ม ฉันได้ยินเกี่ยวกับวงการนี้มาสองปีแล้ว เริ่มฟังละครเสียง แต่เริ่มพากย์เสียงออนไลน์จริงๆก็ครึ่งปีมาแล้วค่ะ ฉันไม่มีอะไรทำช่วงสมัครเข้ามหาลัยเลยซื้ออุปกรณ์มาลองดู ผ่านการออดิชั่นมาแบบไม่ได้ตั้งตัวแล้วก็เริ่ม…….”
ซ่งฉีเหยียนกินเค้กในมือ ถามต่อ “แล้วพากย์เสียงเชิงพาณิชย์ล่ะ”
เซี่ยเหลียงส่ายหัว “ไม่เลยค่ะ ครั้งที่ฉันทำตอนฤดูร้อนเพราะฉันเป็นเด็กฝึกงานที่สตูดิโอน่ะค่ะ จ้าวเกอใช้บังเอิญมาใช้แรงงานฉันฟรีๆน่ะ”
“ไม่เลวเลย”
เซี่ยเหลียงเอียงคอ มองหน้าเขาจากข้างๆ “อร่อยเหรอคะ งั้นเดี๋ยวฉันจะลองบ้าง”
ซ่งฉีเหยียนเหลือบมองเธอ ย้ำ “ฉันหมายถึง เสียงที่เธออัดไว้ในสตูดิโอน่ะดีมากเลย” เขาคิดก่อนเสริม “ดีมากสำหรับมือใหม่ ถึงเธอจะต้องพัฒนาการควบคุมลมหายใจบ้างเถอะนะ”
ฉันโดนชมด้วย โดนชมด้วย โดนชมด้วย โดนชมด้วยแหละ……
เซี่ยเหลียงกระพริบตา พยายามย่อยความจริง ก่อนได้ยินซ่งฉีเหยียนพูดความจริงอีกอย่าง
“อ้อ สำหรับเค้ก ก็อร่อยดีเหมือนกัน”
น่ารักกกกกกกกกกอ่ะ……… เซี่ยเหลียงรู้สึกเหมือนเขาโจมตีจุดอ่อนของเธอตรงเป๊ะ
อ๊ะ การบรรยายเป้ยเหยียนต้าต้าว่าน่ารักแบบนี้ สงสัยเซี่ยเหลียงจะโดนแฟนคลับพวกเขาถล่มเละแน่ๆ
เซี่ยเหลียงเหม่อไปหลายวินาทีก่อนจะรู้สึกว่าจานในมือหนักขึ้นเล็กน้อย พอมองก็เห็นว่าในจานมีชีสเค้กรูปถ้วยชิ้นเล็กวางเพิ่มขึ้นมา ชิ้นพอดีคำแถมยังมีบลูเบอรี่ด้วย
ซ่งฉีเหยียนมีเค้กที่กัดไปแล้วครึ่งหนึ่งแบบเดียวกันในมือ เขาสังเกตุว่าเธอกำลังมองเขาอยู่เลยขยิบตาให้ ดวงตาเรียวงดงามคู่นั้นดึงดูดสายตาเซี่ยเหลียงได้ทันที
ปกติดวงตาเขามักจะถูกซ่อนอยู่ใต้หมวก เซี่ยเหลียงไม่คิดว่าตาเขาจะสวยขนาดนี้ สวยจนเหมือนไม่ได้เป็นของผู้ชาย……
เซี่ยเหลียงได้ยินซ่งฉีเหยียนพูดกับเธอ “อร่อยมาก เป็นเมนูเด็ดของอาจารย์จากแผนกเยอรมันเลยนะ” เขายัดอีกครึ่งเข้าปาก พูดด้วยเสียงอู้อี้ “รีบกินก่อนที่คนอื่นจะมาตักไปหมดล่ะ”
คลั่งไคล้ขนมหวาน……
เป้ยเหยียนต้าต้านี่น่ารักเกินไปแล้ว ┭┮﹏┭┮. (ร้องไห้)
เซี่ยเหลียงเหมือนโดนสะกด หยิบชีสเค้กเข้าปาก อร่อยจริงๆด้วย ดวงตาเธอเป็นประกาย กลับเป็นยัยตะกละ กินเค้กที่เหลืออย่างรวดเร็วก่อนยิ้มอย่างมีความสุขให้ซ่งฉีเหยียน “อื้มมม อร่อย!”
หลินเฉียนเดินมาตามหาเซี่ยเหลียงเพื่อนรักที่หายไปนานไม่กลับมาเสียที แต่ก็ต้องพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นสองคนที่กำลังสนุกกับการกินขนม เธอชะงัก คิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนหันหลังเดินกลับไป
เธอไม่เห็นอะไรเลย →_→.
ทำนองไพเราะของ เจิ้นหมิงเกอ[1] เริ่มต้นบรรเลง สติเซี่ยเหลียงตื่นขึ้นจากการหลับไหล เธอยื่นมือหนึ่งออกจากผ้าห่ม ขยับไปมา ปิดนาฬิกาแบบไม่มอง ก่อนมุดกลับเข้าผ้าห่มหลับต่อ
สิบนาทีต่อไป ทำนอง ‘เจิ้นหมิงเกอ’ เริ่มเล่นอีกครั้ง
เซี่ยเหลียงคลานออกจากเตียง ปิดนาฬิกาปลุก เกาหัวยุ่งทั้งๆตาเบลอๆ
“อนาคตเธออยากพากย์เสียงเชิงพาณิชย์ไหม”
“อื้อ……แน่นอนสิคะ…….”
“งั้นขอเบอร์เธอหน่อยสิ”
“……เอ๋”
เซี่ยเหลียงนึกถึงการสนทนากับซ่งฉีเหยียนเมื่อคืน มุดหัวลงหมอนอีกครั้ง ..….
อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด ฉันเพิ่งให้เบอร์โลกจริงไปกับเป้ยเหยียนต้าต้า!
พวกเขาเรียนมหาลัยเดียวกัน การจะมีเบอร์กันและกันนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่มันเกิดขึ้นแบบกะทันหัน และเธอยังไม่ได้ทันได้เตรียมใจ
ทั้งเช้าเซี่ยเหลียงนั่งแบบกึ่งไร้สติในห้องเรียนแคลคูลัส สมองเหมือนกับโดนกาวทาไว้ ก่อนจะเลิกชั่วโมงเรียน อาจารย์เหลือเวลาให้นักศึกษาเรียนเอง เธอมองคำถามในแบบฝึกหัด พารามิเตอร์วายคือ พารามิเตอร์……วาย….. จู่ๆเธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้
ตอนนี้เป้ยเหยียนต้าต้ามีเบอร์มือถือเธอ แต่เขายังไม่ได้โทรกลับมา……..เธอเลยยังไม่มีเบอร์เขาน่ะสิ………
เซี่ยเหลียงเกาหัว มีแต่เป้ยเหยียนต้าต้าจะเริ่มติดต่อมาก่อนสินะ แต่เป็นไปไม่ได้หรอกที่เขาจะโทรหาเธอน่ะ
สวรรรค์อาจจะได้ยินคำขอของเซี่ยเหลียง หรือเธออาจจะมีโทรจิต อีกวินาทีถัดมามือถือเซี่ยเหลียงก็สั่นอยู่ในกระเป๋า เธอดึงออกมาแบบหน้าไม่อาย
【เธอมีเรียนตอนบ่ายหรือเปล่า ฉันจะพาเธอไปที่หนึ่ง มาทานข้าวกลางวันด้วยกันนะ。——206-xxx-xxxx】
เซี่ยเหลียงกระพริบตา เธอยังไม่ทันตอบเบอร์แปลกๆ นึกว่าเป็นคนส่งข้อความมาผิด ก่อนที่ข้อความถัดมาก็เด้งขึ้นมา
【ฉันคือซ่งฉีเหยียน。——206-xxx-xxxx】
เธอไม่รู้จะตอบยังไง
ขณะที่เซี่ยเหลียงเดินตามกลุ่มนักเรียนคนอื่นๆออกจากห้องเรียนไปนั้นเธอก็ยังจ้องข้อความใหม่สองอันนั้นแบบเหม่อลอย เธอเปิดรายชื่อจากมือถือก่อนเพิ่มชื่อเขาเข้าไป พิมพ์ชื่อ “ซ่งฉีเหยียน” ลงไป
เธอลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะรู้ว่าจะตอบยังไงดีนั้นเอง นิ้วเธอก็บังเอิญกดไปโดนปุ่ม “โทร” เสียแล้ว
เซี่ยเหลียงมองหน้าจอ “กำลังโทร” แบบไม่รู้ทำยังไง เลื่อนมือถือมาแนบหูหลังจากได้ยินเสียงแผ่วๆจากอีกฝ่าย
“สวัสดีค่ะ ฉันเซี่ยเหลียง”
อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย เสียงน่าดึงดูดนั้นเจือรอยยิ้มบางๆ “ฉันรู้”
เซี่ยเหลียงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ก่อนจำข้อความขึ้นมาได้ “อื้ม…รุ่นพี่ซ่งคะ ฉันเพิ่งเห็นข้อความคุณ……” แล้ว แล้วพูดอะไรต่อดี เซี่ยเหลียงกัดริมฝีปากล่าง ถามยังไงดี
“คุณจะพาฉันไปไหน” จะตรงไปตรงมาเกินไปไหม
หรือ “คุณแน่ใจเหรอคะว่าไม่ได้ส่งผิดคน” จะดูเย็นชาไปไหม
มีเสียงซู้ดๆจากปลายสาย เสียงผู้ชายนั้นเบาๆ เหมือนกับกำลังกินอะไรอยู่ “เดี๋ยวนะ……” เขาวางสายไป
เซี่ยเหลียงงง แต่ก็รู้สึกโล่งอกเล็กๆ
วินาทีถัดมาเธอก็เห็นใครบางคนในฝุงชนกำลังโบกมือให้เธอ
แม้จะอยู่ท่ามกลางคนอเมริกันกลุ่มใหญ่ เขาก็ยังสะดุดตา
เขาสวมเสือยืดสีดำกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเรียบๆ กับหมวกล่าสัตว์สีดำ ดูเหมือนนักเรียนปีสอง รุ่นน้องคนหนึ่ง ท่ามกลางชาวตะวันตกที่ดูเป็นผู้ใหญ่นั้นเขาดูเด็กมาก
เขาโบกมือให้เธอ ดวงตาเงียบงันใต้หมวกนั้นเฝ้ามองเธอขยับไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
เขายิ้มขณะที่เธอเดินเข้าไปใกล้ “ไม่มีเรียนตอนบ่าย?”
เซี่ยเหลียงส่ายหัว
“งั้นไปกันเถอะ” ซ่งฉีเหยียนหันหลัง เอียงหัวกลับมามองเธอ “ฉันจะพาเธอไปกินของอร่อย”
หา?

รักสี่ฤดู 3

การพบพานท่ามกลางใบไม้ร่วง 1

“เสี่ยวจือเซี่ย แล้วเสียงนี้ล่ะ” หลังจากเล่นเสียงที่อัดไว้สำหรับออดิชั่น ก็มีเสียงพูดบทของผู้ชายดังขึ้นในห้องแชท YY ทันที

— — “ชาติหน้า เราจะพบกันใต้ต้นท้อนี้ และเจ้ายังคงจะร่ายรำ “จุ้ยเทาฮวา” ให้ข้าผู้นี้ชื่นชมอีกครา ตกลงหรือไม่”

หลังจากผ่านไปหนึ่งอาทิตย์หลังการเรียนเริ่มต้นขึ้นเซี่ยเหลียงก็ปรับตัวได้ เธอกับเพื่อนร่วมห้องที่มาจากเซี่ยงไฮ้เหมือนกัน แบ่งอพารท์เมนท์เล็กๆเช่าด้วยกัน เธอไปเรียนตอนกลางวันและกลับมาทำการบ้านตอนเย็น และยังให้เสียงตัวละครในเน็ตเป็นครั้งคราว หรือฟังละครวิทยุ เป็นชีวีิตที่คุ้มค่าจริงๆ

เซี่ยเหลียงขมวดคิ้วตรงกลาง “งั้นๆแหละค่ะ ความรู้สึกมากเกินไป จนฉันขนลุกซู่เลย ไม่เข้ากับลักษณะนิสัยพระเอกเลย”

จือเซี่ยนั้นเป็นชื่อออนไลน์ของเซี่ยเหลียง เธอกำลังออนไลน์บน YY กับผู้กำกับละครออนไลน์เพื่อคัดเลือกนักแสดงนำชายอยู่

ในที่สุดผู้กำกับโม่ฉินก็อดระเบิดออกมาไม่ได้ “เสี่ยวจือเซี่ย เธออธิบายกับฉันมาเสียดีๆว่าพักนี้เธอเป็นอะไรไปน่ะ หา? ฉันให้เธอฟังการออดิชั่นเสียงตั้งเยอะแต่ยังไม่มีใครดีพอสำหรับเธอสักคน เธอกำลังมองหาอะไรกันแน่น่ะ”

เซี่ยเหลียงหรี่เสียงในหูฟังเงียบๆ ก่อนเม้มปากเข้าด้วยกันจนแน่น

ไม่ใช่ความผิดเธอสักหน่อย

เธอพึมพำ “น้ำบ่อหนึ่งจะดึงดูดคนที่เคยสัมผัสท้องทะเลอันกว้างใหญ่ได้ยังไงกัน……”  

ตอนแรกเธอเป็นแค่แฟนคลับไม่จริงจังของเป้ยเหยียน แต่พอเธอได้ยินเสียงจริงๆของเป้ยเหยียนสดๆตอนฤดูร้อนที่ผ่านมาแล้ว เธอก็เริ่มเก็บสะสมงานทั้งหมดของเป้ยเหยียนและไล่ฟังจนหมด ผลก็คือ— —ไม่มีเสียงผู้ชายคนไหนจะสัมผัสหัวใจเธอได้เท่ากับเป้ยเหยียนอีกแล้ว เธอกลายเป็นแฟนคลับเดนตายของเขาไปแล้ว

ความรู้สึกที่เขาถ่ายทอดออกมานั้นไม่มากไม่น้อยเกินไป มากเกินไปนั้นจะดูไม่เป็นธรรมชาติและน้อยเกินไปนั้นก็จะดูเหมือนไร้ความรู้สึก

เสียงเขานั้นไม่สูงไม่ต่ำ เป็นเสียงคุณชายผู้สูงส่งจากตระกูลผู้ดี

เซี่ยเหลียงถอนหายใจ เธอรีบพูดก่อนโม่ฉินจะระเบิดอีกรอบ “งั้นเสียงนี้ก็โอเคแล้วค่ะ ไว้ซ้อมที่หลังนะคะ……”

อันที่จริงการคัดเลือกนักแสดงเสียงนั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้กำกับ แต่ผู้กำกับคนนี้เป็นเพื่อนสนิทออนไลน์ของเธอ เขาเลยขอให้เธอในฐานะนางเอกมาฟังเสียงที่ออดิชั่นมาและเสนอความคิดเห็น แต่เธอกลับปฏิเสธทั้งหมด ไม่แปลกที่เขาจะระเบิดออกมาแบบนี้

เธอได้ยินเสียงคนเคาะประตู เซี่ยเหลียงไม่มีปฏิกิริยาอะไรจนเธอสังเกตุว่ามันไม่ได้มาจากหูฟัง แต่มีคนเคาะประตูห้องเธอต่างหาก

“สักครู่นะคะ” เธอบอกโม่ฉิน ถอดหูฟังไปเปิดประตู

เป็นเพื่อนร่วมห้องยืนอยู่ข้างนอกนั่นเอง เธอกวาดสายตามองเสื้อผ้าสบายๆของเซี่ยเหลียงเอ่ย “พวกเรามีปาร์ตี้สำหรับนักศึกษาชาวจีนตอนห้าโมงเย็นนะ เธอลืมแล้วเหรอ”

เซี่ยเหลียงมองปฏิทินก่อนแตะหน้าผากทันที “โทษทีจ้ะ……..ขอเวลาฉันเปลี่ยนเสื้อผ้า 5 นาที”

เซี่ยเหลียงปิดประตู อธิบายกับโม่เฉินอย่างขอโทษก่อนออฟไลน์ ก่อนเลือกชุดกระโปรงสีฟ้าเรียบๆออกมาสุ่มๆ สวมอย่างรวดเร็ว เธอรื้อรองเท้าแตะส้นสูงสีขาวออกมาสวม คว้ากระเป๋าและรีบออกมาจากห้อง

ในห้องนั่งเล่น สาวปักกิ่งหลินเฉียนนั่งเล่นมือถืออยู่บนโซฟา เธอแต่งหน้าทำผมจัดเต็ม เงยหน้ามองเซี่ยเหลียง “เซี่ยที่รัก อย่าบอกนะว่าเธอจะออกไปแบบนี้น่ะ”

เซี่ยเหลียงดึงกระโปรงตัวเอง “เอ๊ะ มันไม่ดีเหรอ……?”

หลินเฉียนวางมือถือ เงยหน้ามองนาฬิกาบนกำแพง “4:20 ใช้เวลาเดินทางไปโรงเรียน 20 นาที 20 นาทีน่าจะพอ”

เธอลากเซี่ยเหลียงเข้าไปในห้องน้ำแบบไม่ลังเล หยิบกระเป๋าเครื่องสำอางค์ลงมาจากชั้น—–เธอช่วยเซี่ยเหลียงเลือกซื้อมาเมื่อปีที่แล้ว—วางไว้ตรงหน้าเซี่ยเหลียง “เร็วๆ เริ่มได้แล้ว”

เซี่ยเหลียงเม้มปากจนเป็นเส้นตรง เริ่มด้วยการใส่คอนแทคเลนส์และเริ่มทาเบส

โชคดีที่เธอเรียนเทคนิคการแต่งหน้ามาจากหลินเฉียนเมื่อปีที่แล้ว ฝีมือการแต่งหน้าทั่วสำหรับเธอนั้นไม่แย่เกินไป ขณะเดียวกันหลินเฉียนก็หยิบที่รีดผมออกมาจากลิ้นชัก ช่วยเซี่ยเหลียงทำผม

สิบห้านาทีถัดมา เซี่ยเหลียงมองกระจกและพบว่าเธอกลายเป็น— —ในคำพูดของหลินเฉียน— —นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดาๆที่ แต่งหน้าเบาๆใสๆ ที่มีผมบ๊อบปรกไหล่ คนหนึ่ง

“โอเค เสร็จแล้ว” หลินเฉียนปรบมือ ลากเซี่ยเหลียงออกนอกประตูไป

เซี่ยเหลียงทำแก้มป่อง พึมพำ “ชือชือ ราชินีของฉัน”

พวกเขามาถึงปาร์ตี้ เวลา 4:55 ตามที่วางแผนไว้ เหมือนว่าทุกคนจะมา รวมแล้วมีนักศึกษาจากแถบเซี่ยงไฮ้มากกว่าสิบคนทั้งปริญญาตรีและโท

“พวกเธอมาช้าจัง” ชายหนุ่มคนหนึ่งทักหลังจากสังเกตุเห็นพวกเขาขณะที่พูดคุยกับนักศึกษาใหม่

“รุ่นพี่เว่ย [1].” ทั้งเซี่ยเหลียงและหลินเฉียนทักเขา ชื่อของเขาคือเว่ยหมิงฮุ่ย นักศึกษารุ่นพี่ผู้มากความสามารถในแผนกธุรกิจ เขาเป็นหนุ่มเจ้าสังคมและครอบครัวเขาก็รวยมาก เป็นคนดังในหมู่นักศึกษาจีนเลยที่เดียว

“ซัมเมอร์ ชือชือ ทำไมมาช้าจัง เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” เว่ยหมิงฮุ่ยถามแบบเป็นห่วง

หลินเฉียนยักไหล่แบบช่วยไม่ได้ “ถามเธอดูสิ”

ทั้งคู่มองเซี่ยเหลียงที่กำลังมองไปรอบๆแบบไร้เดียงสา

หลินเฉียนจิ้มหัวเธอ “ตื่นได้แล้ว เธอกำลังมองอะไรน่ะ”

เซี่ยเหลียงตอบแบบไม่ได้คิด “ฉันกำลังมองหาชีสเค้กอยู่น่ะ……”

เว่ยหมิงฮุ่ย: “……”

หลินเฉียน “……เซี่ยเหลียง ยัยตะกละ!!”

เซี่ยเหลียงขยิบตาให้แบบไร้เดียงสา “งั้นสองคนคุยกันไปนะ ฉันไปหาอะไรกินก่อนล่ะ”

เซี่ยเหลียงหันไป เหมือนว่ารุ่นพี่เว่ยนั้นกำลังตามจีบชือชืออยู่ เธอเลยจงใจสร้างโอกาสให้พวกเขา

หลังจากเซี่ยเหลียงตักของหวานมาวางบนจานหลายชิ้นก็หันกลับไปหาหลินเฉียนแบบลังเล ระหว่างทางเธอก็ได้ยินเสียงสาวๆจากโรงเรียนแพทย์พูดถึงชื่อหนึ่ง ——“ซ่งเจียวจาง[2].”

เมื่อเธอเดินกลับไปข้างๆ หลินเฉียวผู้ชำนาญการเข้าสังคมนั้นก็ตีสนิทกับนักเรียนใหม่หลายคนเรียบร้อย

“ซัมเมอร์” หลินเฉียนโบกมือก่อนกระซิบด้วยท่าทีลึกลับข้างๆหู “เธอรู้ไหมว่าหนุ่มหล่อจากโรงเรียนแพทย์ ซ่งเจียวจางน่ะมาด้วยนะ แปลกดีเนอะ”

“ซ่งเจียวจาง? ใครอ่ะ— —?” เซี่ยเหลียงตักชีสเค้กมาพูนช้อน

เว่ยหมิงฮุ่ยมองเธอแบบแปลกๆ “เธอไม่รู้จัก — —”

คำพูดเขาโดนหลินเฉียนขัดเสียก่อน “อย่าไปสนใจเธอเลย เธอไม่ได้อยู่บนโลกนี้หรอก เธอเป็นเด็กติดบ้าน ใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์”

เซี่ยเหลียงเม้มปากอย่างไร้เดียงสา

เว่ยหมิงฮุ่ยส่ายศีรษะไปมาอย่างขันๆก่อนสังเกตุเห็นใครสักคนก่อนโบกมือไปทางประตู “ฉีเหยียน ทางนี้”

หลินเฉียนจิ้มแขนเซี่ยเหลียง

เซี่ยเหลียงกลืนชีสเค้กในปากลงคอ ความสนใจเปลี่ยนมาทางนี้

ฉีเหยียน?

ไม่ใช่ซ่งเจียวจาง

ซ่ง……..ฉีเหยียน?

ทำไมชื่อคุ้นๆนะ……

เสี้ยววินาทีถัดมา เซี่ยเหลียงก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง เธอสำลักทันที

“ขอโทษที่มาสาย”

“นายมาจนได้” เว่ยหมิงฮุ่ยตบไหล่เขาพร้อมขยิบตาให้ “รู้ไหมว่าสาวสวยกี่คนจะรู้สึกผิดหวังถ้าคืนนี้นายไม่มาน่ะ”

ซ่งฉีเหยียนมองเขาแต่ไม่ตอบอะไร เสียงไอจากด้านข้างกลับดึงความสนใจของพวกเขาไปแทน

“ซัมเมอร์ เกิดอะไรขึ้นน่ะ อย่าร้องไห้สิ……”

เซี่ยเหลียงไอถี่ๆจากการสำลักชีสเค้กจนน้ำตารื้น เธอพยายามสังเกตุใบหน้าชายหนุ่มที่มาใหม่จากดวงตาเบลอๆ

เขาสวมหมวกล่าสัตว์ เสื้อเชิร์ตม้วนแขนขึ้น และกางเกงธรรมดาสีดำ

นี่คือเป้ยเหยียนที่เธอจำได้ ไม่ว่าจะรูปร่างหรือขนาดยังไง

ทำไมไม่มีใครบอก ทำไมเธอไม่รู้ว่าเป้ยเหยียนน่ะเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับเธอ เรียนมหาวิทยาลัยในต่างประเทศทีเดียวกันด้วยนะ จะบังเอิญมากไปแล้ว

หลินเฉียนยกมือมาลูบหลังเซี่ยเหลียง เธอไม่ได้สังเกตุว่าซ่งฉีเหยียนน่ะยกมือขึ้นมาแล้วแต่ก็วางลง

ใช้เวลาหนึ่งนาทีเต็มๆกว่าเซี่ยเหลียงจะเลิกไอกลับคืนสู่ปกติ ความคิดเดียวในหัวเธอตอนนี้คือ— — ฉันทำเรื่องน่าอายอีกแล้วสิเนี่ย

ว้าย ทำไมเธอต้องทำอะไรน่าอายตลอดเลยเวลาเจอเป้ยเหยียนเนี่ย ——ไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์สักนิดเลยนะ TAT.[3]

เรื่องวุ่นๆตามมาติดๆ แค่เสียงเดียวที่ทำลายสติของเซี่ยเหลียงที่พยายามรวบรวมขึ้นมา

ซ่งฉีเหยียนพูดเรียบๆ “ฉันจะพาเธอไปดื่มน้ำนะ” ก่อนหันไปและเดินออกไป

เซี่ยเหลียงนิ่งไปสองวินาที สะดุ้งตื่นตอนที่หลินเฉียนผลักเธอ เธอเดินตามซ่งฉีเหยียนไปติดๆ

ด้านหลังหลินเฉียน เว่ยหมิงฮุ่ยและเหล่าเด็กใหม่มองหน้ากันแบบงงๆ

เว่ยหมิงฮุ่ยอึ้งก่อนเกาหัว — —ทำไมเขาไม่เคยรู้ว่าซ่งฉีเหยียนน่ะเป็นคนใจดีขนาดนี้ล่ะ
note-line-pink

[1]: 师兄, pinyin: “shi xiong,” ซือจง แปลว่ารุ่นพี่ เหมือนเซ็นไป ภาษาญี่ปุ่น

[2]: 学长, pinyin: “xue zhang,” เจียวจาง แปลว่ารุ่นพี่ ผู้ชาย ในคณะเดียวกัน ขณะที่ซือจงเป็นสามารถใช้กับรุ่นพี่ได้หมด ไม่จำเป็นต้องเป็นในโรงเรียน แต่ใช้ลักษณะเดียวกันค่ะ
[3]: อีโม ‘TAT’ แทนร้องไห้ค่ะ